
พณ.เสนอสภาลงนามข้อตกลงการค้าไทย-อินโด
พาณิชย์ เตรียมเสนอสภาไฟเขียวลงนามความตกลงการค้าไทย-อินโด หลังครม.เห็นชอบแล้ว
พาณิชย์ เตรียมเสนอสภาไฟเขียวลงนามความตกลงการค้าไทย-อินโด หลังครม.เห็นชอบแล้ว
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 มี.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านความเห็นชอบการลงนามความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินโดนีเซียแล้ว ซึ่งเร็วๆ นี้กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ไทยสามารถไปลงนามความตกลงดังกล่าวกับอินโดนีเซีย ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 ได้ในเดือนต.ค.นี้ หากมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีระยะเวลาการบังคับใช้ 3 ปี เมื่อสิ้นสุดแล้วจะได้รับการต่ออายุออกไปโดยอัตโนมัติทุกๆ 3 ปี
สำหรับความตกลงดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ ไทยและอินโดนีเซียจะให้การปฏิบัติที่เท่าเทียมกันของคนในชาติแก่อีกฝ่ายหนึ่ง มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของกันและกัน รวมถึงจัดกิจกรรมทางการค้าและเศรษฐกิจ และอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อขยายและพัฒนาการค้าระหว่างกัน มีการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามความตกลง หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินการอย่างฉันท์มิตร
นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังสามารถใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) ในลักษณะที่ไม่เลือกปฏิบัติ กับสินค้าที่นำเข้าจากอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมากเกินไป ขณะเดียวกัน จะจัดคณะกรรมการร่วมทางการค้า (เจทีซี) ไทย-อินโดนีเซีย โดยมีรมว.พาณิชย์ของไทย และรมว.อุตสาหกรรมและการค้าของอินโดนีเซียเป็นประธานร่วม โดยหน่วยงานที่จะดูแลรับผิดชอบความตกลง และดำเนินการตามความตกลง คือ กระทรวงพาณิชย์ของไทย และกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย
ความตกลงนี้ จะทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะเป็นเวทีการเจรจาทวิภาคี ที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้า และลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศ ที่สำคัญยังทำให้ไทยสามารถเพิ่มโอกาสขยายมูลค่าการค้า และการลงทุนได้ เพราะอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีประชากรเป็นอันดับ 4 ของโลก หรือประมาณ 240 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของตลาดอาเซียน
ปัจจุบัน อินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง จึงต้องการสินค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าทุนและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ภายในบ้าน ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง สิ่งทอ รองเท้าและเครื่องหนัง ผลไม้ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นต้น โดยสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในตลาดอินโดนีเซีย ได้แก่ ข้าวและน้ำตาล รวมทั้งอาหารทุกประเภท โดยเฉพาะผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง ส้มโอ ฝรั่ง และชมพู่ รวมถึงอาหารสำเร็จรูป เช่น เครื่องปรุงรส อาหารกระป๋อง น้ำผลไม้ ของขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น ซึ่งชาวอินโดนีเซียนิยมสินค้าไทย เพราะมีคุณภาพดี







