
ไทคอนขึ้นค่าเช่า6%ลั่นรายได้โตเกินเป้า
TICON ปรับค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้าขึ้น 56% หลังต้นทุนพุ่ง คาดรายได้ปีนี้โตกว่าเป้า
TICON ปรับค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้าขึ้น 56% หลังต้นทุนพุ่ง คาดรายได้ปีนี้โตกว่าเป้า
นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับราคาค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้ากับลูกค้ารายใหม่ขึ้นอีก 56% พร้อมทั้งปรับราคากับลูกค้ารายเก่าที่หมดสัญญาขึ้นอีกประมาณ 1% เนื่องจากต้นทุนก่อสร้างสูงขึ้นและดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น
นอกจากนี้ ความต้องการเช่าโรงงานและคลังสินค้ากลับมาอยู่ในระดับดีกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตทางการเมืองเมื่อปี 2552 โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ 2 เดือนแรกปี 2554 ลูกค้ามาเช่าพื้นที่แล้ว 7 หมื่นตารางเมตร บริษัทจึงเพิ่มเป้าพื้นที่การเช่าปีนี้เป็น 1.82 แสนตารางเมตร จากสิ้นปีก่อนคาดว่าอยู่ที่ 1.6 แสนตารางเมตร
“ตอนนี้อัตราการเช่าที่พื้นที่โรงงานและคลังสินค้าอยู่ที่ 96% ขยับเข้าสู่ระดับปกติในช่วงก่อนปี 2552 ที่ 9697% ซึ่งเทียบจากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 94%ความเสี่ยงที่กังวลตอนนี้เหลือเพียงปัจจัยการเมือง โดยลูกค้าญี่ปุ่นส่วนใหญ่รับกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ แต่ปัญหาการเมืองอย่าลามไปถึงขั้นมีกีฬาสีหรือเหตุการณ์ภายในประเทศอย่างลิเบียหรืออียิปต์” นายวีรพันธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ดีขึ้นทำให้ประเมินรายได้ปี 2554 ใหม่ว่าจะโตกว่าเป้าหมายที่คาดไว้เดิมว่าจะโต 1520% จากปีก่อนมีรายได้ 3,141 ล้านบาท รวมทั้งตั้งงบ 3,000 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินและลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าและโรงงาน พร้อมทั้งมีแผนขยายขนาดกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีพาร์คโลจิสติคส์ (TLOGIS) อีก 900 ล้านแบ่งเป็น ซื้อที่ดินเพิ่ม 1,000 ล้านบาท และที่เหลือ 2,000 บาท นำไปลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าและโรงงานเพิ่มเติม ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ซื้อที่ดินย่านลาดกระบังจำนวน 220 ไร่ เพื่อสร้างคลังสินค้าพื้นที่ประมาณ 2 แสนตารางเมตร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซี่งหากได้รับอนุมัติเมื่อไรจะเริ่มก่อสร้างทันทีเพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
บาท และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TFUND) อีก 1,300 ล้านบาท ในไตรมาส 34 นี้
มูลค่ารวมประมาณ 2,2002,300 ล้านบาท โดยจะเพิ่มขนาดกองทุน TLOGIS อีก 900 ล้านบาท ในไตรมาส 3 นี้ และเพิ่มขนาดกองทุน TFUND อีก 1,300 ล้านบาท ในไตรมาส 4 อีกทั้งบริษัทยังมองหาการขยายธุรกิจในต่างประเทศเพิ่ม
นายวีรพันธ์ กล่าวว่า บริษัทยังคงมองหาการขยายธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มเติมหลังจากเพิ่งไปตั้งบริษัทย่อยเพื่อดำเนินธุรกิจบริหารโรงงานและคลังสินค้าในจีน ทั้งนี้เพราะต้องการต่อยอดธุรกิจและสร้างรายได้เพิ่มในนอนาคต โดยจะเน้นขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนเพราะต้องการรองรับการค้าเสรีในกลุ่มอาเซียนปี 2558 ที่จะมีการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์
“คาดว่าอีก 2 ปีถึงจะเห็นผลเป็นรุปร่างว่าจะไปลงทุนในประเทศไหนเพิ่ม เพราะที่ผ่านมาก็ดูที่เวียดนามด้วยแต่ยังพบว่าทางการลดค่าเงินด่องต่อเนื่องจึงยังไม่ตัดสินใจเข้าไป ส่วนที่ประเทศจีนเบื้องต้นคาดว่าจะจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายนักลงทุนในจีนภายในครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่สรุปขนาดของกองทุน”นายวีรพันธ์ กล่าว







