
บี้แบงก์รัฐคุมสินเชื่อคอนโด
ธปท.ยันเกณฑ์คุมเสี่ยงใหม่ไม่ยกเว้นจับตาซิกแซ็กแยกสัญญาช่วยลูกค้า
ธปท.ยันเกณฑ์คุมเสี่ยงใหม่ไม่ยกเว้นจับตาซิกแซ็กแยกสัญญาช่วยลูกค้า
ธปท.ชี้ธนาคารรัฐควรใช้เกณฑ์ควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปในแนวทางเดียวกับธนาคารพาณิชย์ไทย
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถาบันการเงินของรัฐควรปฏิบัติตามเกณฑ์ควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan To Value : LTV Ratio) เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบเชิงการแข่งขันกันกับธนาคารพาณิชย์ ขณะเดียวกันทำให้เกิดความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
“สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะปฏิบัติตามเกณฑ์ที่ออกไปหรือไม่ ธปท.ไม่สามารถสั่งการหรือบังคับได้ เนื่องจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง” นายเกริก กล่าว
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์กำหนดให้สินเชื่อคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ปล่อยได้ไม่เกิน 90% ของมูลค่าหลักประกัน และหากปล่อยกู้เกิน 90% ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการเพิ่มความเสี่ยง (Risk Weight) ของสินเชื่อเกิน 35% เป็น 75%
นายเกริก กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2554 จึงยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าธนาคารพาณิชย์ได้มีพฤติกรรมในการหลบเลี่ยงเกณฑ์การสำรองความเสี่ยงเพิ่มโดยการแยกสัญญาสินเชื่อออกไปเป็นสินเชื่อประเภทอื่นหรือไม่ แต่โดยหลักการแล้ว ธปท.จะต้องดูที่เจตนา
การปล่อยกู้วงเงินเกิน 90% ของมูลค่าสินทรัพย์ให้กับลูกค้าบางรายของธนาคารพาณิชย์นั้น ในบางกรณีก็อาจเป็นเพราะธนาคารพาณิชย์ได้มีการพิจารณาดีแล้วว่าลูกค้ารายนั้นได้มีเครดิตความน่าเชื่อถือที่ดีอยู่แล้ว หรือมีคุณสมบัติที่ดีที่เข้าเกณฑ์ปล่อยสินเชื่ออื่นๆ ของธนาคารพาณิชย์ได้ ก็เป็นได้ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง
อย่างไรก็ตามในส่วนกรณีที่มีการร้องเรียนว่า ธนาคารพาณิชย์บางแห่งมีการหลีกเลี่ยงการสำรองความเสี่ยงเพิ่ม จากการปล่อยสินเชื่อเกิน 90% ตามเกณฑ์ของธปท.โดยการเพิ่มความเสี่ยงแค่เฉพาะส่วนที่เกิน 90% ซึ่งไม่ได้สำรองทั้งก้อน เพื่อทำให้ธนาคารมีภาระในการสำรองน้อยลง และบางธนาคารก็ใช้วิธีการแยกวงเงินสินเชื่อที่เกิน 90% และสัญญาสินเชื่อออกมาให้เป็นการปล่อยสินเชื่ออื่นๆแทนการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อให้สามารถปล่อยกู้ได้เกิน 90% นั้น นายเกริก กล่าวว่า ขณะนี้ธปท.ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า มีธนาคารพาณิชย์รายใดได้มีพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งธปท.จะทราบได้ว่ามีการพฤติกรรมกล่าวจริง ก็ต่อเมื่อพบว่ามีธนาคารพาณิชย์รายใดกระทำจริง แต่โดยหลักแล้วธปท.จะต้องลงไปดูถึงเจตนาว่าธนาคารพาณิชย์นั้นๆได้มีการหลีกเลี่ยกเลี่ยงหรือไม่
“ขณะนี้ ธปท.คงยังไม่ต้องเข้าไปตรวจสอบหรือออกเกณฑ์เพิ่มเติมมาควบคุมธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากยังไม่เห็นพฤติกรรมอะไร ขณะเดียวกันทุกปี ธปท.ก็ได้มีการตรวจสอบฐานะการดำเนินการของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว จึงได้มีการตรวจสอบไปในตัวอยู่แล้ว” นายเกริก กล่าว







