
บลจ.ทิสโก้ชี้ศกโลกสดใส-จังหวะซื้อหุ้นจีน
บลจ. ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวดี หลังรับแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจเอเชียที่โตแข็งแกร่ง แนะจับจังหวะลงทุนหุ้นจีนเพิ่ม สร้างโอกาสรับผลตอบแทน
บลจ. ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวดี หลังรับแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจเอเชียที่โตแข็งแกร่ง แนะจับจังหวะลงทุนหุ้นจีนเพิ่ม สร้างโอกาสรับผลตอบแทน
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า บลจ.ทิสโก้ ประเมินเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัวแข็งแกร่งหรืออยู่ที่ระดับ 4-5% โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะนำโดยภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงถึง 7-8% ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปนั้นกำลังเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัว เป็นผลมาจากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงธนาคารกลางยังคอยสนับสนุนผ่านการคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำและการอัดฉีดสภาพคล่อง แต่การฟื้นตัวดังกล่าวจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไปและยังมีการเติบโตอยู่ในระดับที่ต่ำ
“แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจะมีแรงเทขายหุ้นเอเชียของต่างชาติค่อนข้างมาก ก็ไม่น่ากังวล เพราะปรับพอร์ตลงทุนชั่วคราวไปยังตลาดสหรัฐและยุโรปที่มีการลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปีนี้ ประกอบกับความกังวลเงินเฟ้อซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงเอเชีย แต่ขณะนี้พีอีของสหรัฐฯและยุโรปเริ่มสูงขึ้น หรืออยู่ที่ 13.5 เท่า ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ซึ่งถือว่าแพงกว่าพีอีของฝั่งเอเชียซึ่งอยู่ที่ 12.5 เท่าแล้ว ขณะที่ระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะทยอยอ่อนตัวในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ความกังวลต่อเงินเฟ้อจะเริ่มคลี่คลายลงได้ เชื่อว่าการปรับพอร์ตของนักลงทุนใกล้จบแล้วและจะหันการลงทุนมาที่เอเชียอีกครั้ง”นายสาห์รัช กล่าว
สำหรับการลงทุนที่น่าสนใจมากที่สุด คือ การลงทุนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นแกนหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียนี้ คาดเศรษฐกิจจะขยายตัว 8-10% อีกทั้งราคาหุ้นของจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกง ปรับตัวลดลงมาพอสมควร โดยพีอีปัจจุบันอยู่ที่ 10.2 เท่า และในปี 2012 จะลดลงเหลือ 8.8 เท่า (ตามข้อมูลของบลูมิเบิร์กประมาณการ) จากการที่นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจของจีนเติบโตร้อนแรงเกินไป แต่นโยบายของทางการจีนที่ต้องการลดความร้อนแรงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มอ่อนตัวลงมาบ้าง และทำให้นักลงทุนคลายกังวลได้มากขึ้น
นายสาห์รัช กล่าวว่า สำหรับเงินเฟ้อในจีนที่สูงขึ้นมองว่าใกล้จะหลุดจากจุดสูงสุดแล้ว และจะเริ่มเข้าสู่ภาวะราคาถดถอยแทน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรขึ้นไปสูง ทำให้การเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และเมื่อสินค้าในตลาดมีเพิ่มขึ้นราคาก็ย่อมจะปรับลดลงมา นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ราคาสินค้าเกษตรจะอ่อนตัวลงแรง ทำให้ความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อน่าจะผ่อนคลายลง ในช่วงนี้จึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะทยอยสะสมหุ้นของจีน โดยเฉพาะหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกง
อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์กองทุนรวมของ บลจ.ทิสโก้ ที่จะตอบสนองความต้องการลงทุนในหุ้นจีน ประกอบด้วย “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไซน่า H-Shares อิควิตี้ ซื้อขายได้ทุกวันทำการ เน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำของประเทศจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Lyxor ETF China Enterprise (HSCEI) ซึ่งเป็นกองอีทีเอฟที่มีวัตถุประสงค์สร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Hang Seng China Enterprises
กองทุนเปิด ทิสโก้ เกรทเทอร์ ไชน่า ทริกเกอร์ 15% กอง FIF ที่มีนโยบายลงทุนใน ETF ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ฮ่องกง/สิงคโปร์ มีนโยบายลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นของ 3 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ตั้งเป้าหมายทำกำไรไว้ที่ 15% ภายในระยะเวลา 1 ปี หรือสามารถเลิกกองคืนเงินผู้ถือหน่วยลงทุนได้ก่อนครบกำหนดอายุโครงการ เมื่อสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 15% โดยกำลังอยู่ในระหว่างไอพีโอถึงวันที่ 2 มี.ค. 54 นี้







