
กลุ่มเอไอเอประกาศผลประกอบการปี53
กลุ่มบริษัทเอไอเอประกาศผลประกอบการทางการเงินปี 2553 ชูความแข็งแกร่ง ต่อยอดสู่ปี 2554
กลุ่มบริษัทเอไอเอประกาศผลประกอบการทางการเงินปี 2553 ชูความแข็งแกร่ง ต่อยอดสู่ปี 2554
คณะกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอไอเอ จำกัด (เอไอเอ หรือกลุ่มบริษัทเอไอเอ รหัสหลักทรัพย์ HKEX: 1299) เปิดเผยผลประกอบการทางการเงินรวมของกลุ่มบริษัทเอไอเอที่ตรวจสอบแล้วสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ดังสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้:
กำไรสุทธิตามมาตรฐานการบัญชี IFRS1 คิดเป็นมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 54 % เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
มูลค่าของธุรกิจใหม่ (Value of New Business – VONB) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คิดเป็นมูลค่า 667 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ 545 ล้านเหรียญสหรัฐ
มูลค่าของกรมธรรม์ประกันชีวิตและส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีอยู่ในปัจจุบัน (Embedded Value) คิดเป็นมูลค่า 24,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษีตามมาตรฐานการบัญชี IFRS คิดเป็นมูลค่า 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนของผู้ถือหุ้น2 คิดเป็นมูลค่า 19,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 14,900 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2552
มูลค่าสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 107,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ 90,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
เงินทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Solvency Ratio) 3 คิดเป็น 337% และมีเงินกองทุนที่บริษัทมีอยู่ทั้งหมด (Total Available Capital)3 เพิ่มขึ้น 29% คิดเป็น 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
เงินทุนส่วนเกินจากเงินกองทุนขั้นต่ำที่ต้องดำรงไว้ตามกฎหมาย (Free Surplus)4 ซึ่งนับเป็นจุดเด่นของเอไอเอ เพิ่มขึ้น 24% เป็น 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปลายปี 2553 จากเดิม 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2552
นายมาร์ค ทักเกอร์ กรรมการอำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า ในปี 2553 แม้ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ แต่กลุ่มบริษัทเอไอเอยังสามารถสร้างผลประกอบการได้เป็นที่น่าพอใจ หากวัดจากเกณฑ์หลัก ๆ นับได้ว่า ผลประกอบการของบริษัทในปี 2553 ดีกว่าในปี 2552 เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถเพิ่มผลกำไรได้อย่างงดงาม อันเป็นผลจากการดำเนินงานบริหารธุรกิจที่มีอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง และการริเริ่มโครงการต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจได้เป็น อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในไตรมาสที่ 4
“ความสำเร็จอย่างท่วมท้นของเอไอเอในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบกับพัฒนาการต่าง ๆ ที่เราได้ริเริ่มในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของเราเจริญรุดหน้าไปได้อย่างเต็มศักยภาพ และเป็นรากฐานสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2554”
นายทักเกอร์ กล่าวว่า สำหรับในปี 2554 นี้ เอไอเอจะเน้นให้ความสำคัญกับนโยบายเชิงกลยุทธ์หลัก ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความเติบโตและผลกำไรให้กับบริษัทอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าในระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้น อันได้แก่ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางการจำหน่ายผ่านตัวแทนฯ และช่องทางการจำหน่ายพันธมิตรอื่นๆ, การเพิ่มผลผลิตของช่องทางการจำหน่ายดังกล่าว, การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า รวมทั้งการปรับองค์กรให้มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
กลุ่มบริษัทเอไอเอ นับเป็นธุรกิจที่มีจุดเด่นหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างครอบคลุม แบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับในตลาด สัดส่วนการถือครองธุรกิจของกลุ่มเอไอเอในเครือข่ายธุรกิจถึง 100% ใน 14 ประเทศ จากเครือข่ายธุรกิจทั้งหมด 15 ประเทศ ความแข็งแกร่งทางการเงินที่หาใครเปรียบได้ยาก ความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านผลิตภัณฑ์ รวมถึงช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายและกว้างขวาง ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เอไอเอมีข้อได้เปรียบในเชิงธุรกิจที่โดดเด่น อันจะเป็นรากฐานสู่ความเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
“เอไอเอมุ่งจะใช้ข้อได้เปรียบในเชิงธุรกิจเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมปรับโครงสร้างผู้บริหารและโครงสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในฐานะที่บริษัทเป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีรากฐานอยู่ในเอเชียเพียงแห่งเดียว ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้เป็นหลัก บริษัทจึงเชื่อมั่นว่า เราอยู่ในสถานะที่จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำตลาดได้อย่างแน่นอน"นายทักเกอร์ กล่าว







