
ไอเอ็นจีเผยความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผลสำรวจภาวะการลงทุนไตรมาส 4 ปี 2552 ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เตือนเงินเฟ้อ-ดบ.ขาขึ้น ปัจจัยเสี่ยงปีนี้
ผลสำรวจภาวะการลงทุนไตรมาส 4 ปี 2552 ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เตือนเงินเฟ้อ-ดบ.ขาขึ้น ปัจจัยเสี่ยงปีนี้
ไอเอ็นจี กรุ๊ป เผยข้อมูลจากรายงานการสำรวจภาวะการลงทุนรายไตรมาสว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 154% จากเดิมที่ระดับ 59 ในไตรมาส 4/2551 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 150 ในไตรมาส 4/2552 โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2552 ถึง 33% ซึ่งนับเป็นอัตราการเพิ่มที่สูงที่สุดรายไตรมาสในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเฉลี่ยของนักลงทุนในภาคพื้นเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) ในปี 2552 มีการปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นถึง 101% จากเดิมอยู่ที่ระดับ 73 ในไตรมาส 4/2551 ปรับขึ้นสูงสู่ระดับ 147 ในไตรมาส 4/2552 ขณะที่ความเชื่อมั่นโดยรวมดีดตัวกลับมาอยู่ที่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงิน
นายต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวถึงผลการวิจัยครั้งนี้ว่า ไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 นับเป็นไตรมาสที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 20% ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนในไตรมาส 4 เพิ่มสูงขึ้นตามความคาดหมาย โดยผลการสำรวจบ่งชี้ว่า นักลงทุนไทย 62% ระบุว่าได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 ขณะที่ 71% คาดการณ์ว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1 ของปี 2553 ซึ่งนับเป็นผลการสำรวจที่แตกต่างจากผลของไตรมาสก่อนมาก ซึ่งก็สอดคล้องกับที่บริษัทได้คาดการณ์ไว้ถึงการฟื้นตัวทางด้านการลงทุนโดยรวม โดยความเชื่อมั่นนักลงทุนนั้นจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะตลาดโดยรวมอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ไอเอ็นจียังคงเชื่อมั่นว่า ตลาดไทยจะมีการฟื้นตัวทั้งในด้านระบบเศรษฐกิจโดยรวมและรายได้ขององค์กรธุรกิจ อีกทั้งหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายกันในปัจจุบันยังมีมูลค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรคาดหวังผลตอบแทนโดยรวมในระดับเดียวกันกับปี 2552 และเนื่องจากการส่งออกที่คาดว่าจะมีการเติบโตถึง 10-15% ในปี 2553 นักลงทุนจึงอาจให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและการผลิตสินค้าส่งออก ส่วนประเด็นที่ยังมีความวิตกกังวล ได้แก่เงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าอาจจะสูงถึง 5% ในปี 2553 อาจจะส่งผลกระทบต่อมุมมองเชิงบวกของนักลงทุน และผลักดันให้นักลงทุนกลับไปให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง อาทิ เงินฝาก กองทุน และทองคำอีกครั้ง
ผลสำรวจ ยังพบว่า นักลงทุนไทยมีทัศนะที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยนักลงทุนจำนวนมากคาดหวังว่า ในไตรมาสแรกของปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะยังคงมีการปรับตัวดีขึ้นไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สภาวะการเงินส่วนตัวและสภาวะการเงินของครอบครัวจะมีการปรับตัวดีขึ้น (27% และ 23% ตามลำดับ) นอกจากนี้ นักลงทุนไทยยังพร้อมที่จะรับความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบัน จำนวนนักลงทุนไทยที่มุ่งลงทุนในหลักทรัพย์ในประเทศไทยมีสัดส่วนสูงถึง 34% ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของกลุ่มบริการทางการเงิน พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่มีนักลงทุนเพียง 7% ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ
นอกจากนี้ นักลงทุนไทยยังคงมีทัศนะเชิงบวกต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดย 33% ของนักลงทุนคาดการณ์ว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีการเติบโตอยู่ระหว่าง 5% ถึง 7.5% ในไตรมาสหน้า พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะยังคงออกมาตรการจูงใจผู้ซื้อบ้าน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงมีนโยบายสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำต่อไป
อย่างไรก็ดี การปรับตัวที่สูงขึ้นของเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักในปี 2553 โดย 57% ของนักลงทุน คาดว่า อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะปรับสูงขึ้นในไตรมาส 1/2553 ขณะที่ 62% เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นภายในปี 2553 นอกจากนี้ 64% ของนักลงทุนเชื่อว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 1/2553 ในขณะที่ 85% เชื่อว่า เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นภายในปีนี้







