
จับทิศทางตลาดมือถือ 2 ปี หมดยุคฟีเจอร์โฟน
...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
การแข่งขันในตลาดสมาร์ตโฟนกำลังดุเดือด ทุกแบรนด์ทั้งอินเตอร์แบรนด์และเฮาส์แบรนด์ต่างเบนเข็มมาทิศทางนี้กันหมด จุดประกายแรกเริ่มจากการกำเนิดขึ้นของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งเป็นระบบเปิดที่ใครจะหยิบไปพัฒนาต่อ หรือหยิบไปใช้งานก็ทำได้ทันที ถือเป็นการทำลายกำแพงการพัฒนาสมาร์ตโฟนครั้งใหญ่ที่กระทบถึงระบบปฏิบัติการหลักๆ อย่างวินโดวส์เต็มๆ
ขณะที่ตลาดฟีเจอร์โฟน แม้จะมีความพยายามพัฒนาความฉลาดให้สามารถแชตได้ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ได้ แต่สุดท้ายก็เริ่มถึงทางตัน เพราะการแข่งขันด้านราคาที่หนักหน่วง ปัจจุบันราคาของฟีเจอร์โฟนต่ำถึงระดับ 8001,000 บาท ราคาเฉลี่ยไม่ถึง 1,500 บาทแล้ว กำไรต่อเครื่องต่ำมาก เท่ากับว่ารอเวลาที่สมาร์ตโฟนซึ่งปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท จะบีบราคาลงมาอีกเท่านั้น โดยเริ่มมีสัญญาณให้เห็นตั้งแต่งานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โปที่ผ่านมาแล้ว
หันมาดูทิศทางของสมาร์ตโฟน แหล่งข่าวในวงการโทรศัพท์มือถือรายหนึ่ง กล่าวว่า จากนี้ไปสมาร์ตโฟนจะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายที่ใช้ระบบปิด เช่น ไอโฟนที่ใช้ระบบไอโอเอสของตัวเอง ใช้งานในไอโฟนของตัวเอง จำนวนคนใช้งานจะจำกัดอยู่เพียงที่โทรศัพท์มือถือในค่ายแอปเปิลเท่านั้น รวมถึงวินโดวส์โฟน 7 ที่เป็นที่นิยมพอสมควรในต่างประเทศ แต่สะดุดในประเทศไทย เพราะยังพัฒนาการรองรับภาษาไทยไม่เรียบร้อย จุดนี้ถึงขนาดที่มือถือหลายๆ แบรนด์ชะลอการเปิดตัวรุ่นที่ใช้วินโดวส์โฟน บางแบรนด์ถึงกับไม่มีอยู่ในโรดแมปปีนี้
อีกฟากหนึ่งระบบปฏิบัติการแบบเปิด หรือแอนดรอยด์ ที่หลายแบรนด์นำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย จะกลายเป็นกระแสหลักของโลก โดยเชื่อว่ามากกว่า 50% ของระบบปฏิบัติการที่ใช้งานกันในอนาคตจะเป็นแอนดรอยด์ ดังนั้นคำถาม คือ การแข่งขันของสมาร์ตโฟนจะอยู่ที่ใด นอกจากระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันใน 3 ค่ายใหญ่นี้แล้ว
กูรูในวงการมือถือไทย ระบุว่า ซอฟต์แวร์จะเป็นตัวสร้างจุดแตกต่างให้เกิดขึ้น แสดงว่าหมดยุคของการใช้ฮาร์ดแวร์นำหน้าแล้ว ต่อไปจะบอกว่าฮาร์ดแวร์หรือตัวเครื่องดีกว่า วัสดุดีกว่า แต่ถ้าการใช้งานเหมือนกัน ผู้ใช้ที่เริ่มเรียนรู้มากขึ้นก็จะหันไปเลือกสมาร์ตโฟนที่มีความโดดเด่นเฉพาะทางมากกว่า และซอฟต์แวร์ที่จะใช้สร้างจุดเด่นต้องมีความเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย นั่นคือมีการใช้งานที่กว้างขวาง สร้างชุมชนคนใช้เกาะกลุ่มกัน เพื่อเป็นตัวสร้างการตลาดตามมาในอนาคต
ตัวอย่างมีให้เห็นชัดเจนแล้ว เช่น ไอโฟน ที่สร้างชุมชนผ่านไอจูนส์ การซื้อขายเพลงและคอนเทนต์ต่างๆ รวมถึงแอพสโตร์ แต่จำกัดเพียงแค่ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลเป็นหลักเท่านั้น อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจแต่ไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก คือ การ์มินอัสซุส (อัสซุสในปัจจุบัน) ที่เดิมผนวกซอฟต์แวร์นำทางของการ์มินมาไว้บนสมาร์ตโฟน หรือพีดีเอโฟนของอัสซุส เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง คือ เป็นมือถือที่เด่นเรื่องการนำทาง แต่น่าเสียดายที่ซอฟต์แวร์นำทางนั้นใช้งานในวงจำกัดเกินไป และล่าสุดความร่วมมือระหว่าง 2 แบรนด์นี้ก็ยุติลงแล้ว
สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เปลี่ยนโลกสมาร์ตโฟนในประเทศไทย คือ แบล็คเบอร์รี่ ที่มีฟังก์ชันการแชตผ่านบีบีเอ็ม ที่จริงๆ มีการใช้งานมานานมากแล้วในต่างประเทศ แต่ไม่บูมเท่าในประเทศไทย เพราะในต่างประเทศใช้บีบีเพื่อการเช็กอีเมลเป็นหลักมากกว่า ขณะที่ประเทศไทยวัยรุ่นนิยมพกบีบีเพราะแชตถึงกันได้อย่างสนุกสนาน และมีสมาร์ตโฟนแบรนด์ไทยอย่างสปริง ที่สร้างแอพพลิเคชันมาในลักษณะเดียวกัน แต่พยายามทำลายข้อจำกัดของบีบี ที่จำกัดอยู่เฉพาะการคุยระหว่างบีบีเท่านั้น
ทั้งนี้ หากมองความร่วมมือที่เกิดขึ้นล่าสุด คือ การจับมือระหว่าง โนเกียและไมโครซอฟท์ เพราะเดิมโนเกียที่ยืนยันว่าจะใช้ระบบซิมเบียนและมีโก ที่พัฒนาร่วมกับอินเทล กลับยอมกลืนน้ำลายตัวเอง หันมาพัฒนาอุปกรณ์เพื่อรองรับการใช้วินโดวส์โฟน 7 อาจเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนวงการ แต่คำถามอยู่ที่ว่า การร่วมมือครั้งนี้มีจุดเด่นอะไร อาจเป็นผลดีบ้างในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยถ้าวินโดวส์โฟนยังแก้ปัญหาเรื่องภาษาไทยไม่ได้ ก็ยากที่จะแจ้งเกิดในตลาดผู้ใช้ทั่วไป ส่วนตลาดลูกค้าองค์กรก็ต้องไปแข่งกับเอชทีซีที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว และเปิดใช้วินโดวส์โฟน 7 ไปก่อน
มองถึงตรงนี้เห็นแนวโน้มชัดเจนว่าสมาร์ตโฟนจะลดราคาลงมาเรื่อยๆ จนต่ำกว่า 5,000 บาท จะบีบจนฟีเจอร์โฟนหมดไปจากตลาด อาจจะยังเหลือผู้ใช้อยู่บ้าง แต่ด้วยความคุ้มค่า การใช้งานที่หลากหลาย ทำให้ผู้ใช้เลือกซื้อสมาร์ตโฟนมากกว่า และในอีก 2 ปีข้างหน้า ถ้าจะถามหาซื้อฟีเจอร์โฟนใหม่คงไม่มีแล้วอย่างแน่นอน







