
อเบอร์ดีนชิงขายกองทุนลุยซื้อหุ้นอินเดีย
บลจ.อเบอร์ดีน ชิงออกกองทุนซื้อหุ้นอินเดีย ชี้จังหวะเหมาะราคารูด รับแนวโน้มเศรษฐกิจแกร่ง กำไรดี
บลจ.อเบอร์ดีน ชิงออกกองทุนซื้อหุ้นอินเดีย ชี้จังหวะเหมาะราคารูด รับแนวโน้มเศรษฐกิจแกร่ง กำไรดี
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า บริษัทได้ออกกองทุนเปิดอเบอร์ดีน อินเดีย โกรท ฟันด์ ซึ่งลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นอินเดีย ผ่านกองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกลเบิล-เอเดียน เอ็คควิตี้ ฟันด์ โดยเปิดขายครั้งแรกวันที่ 28 ก.พ.-14 มี.ค.2554 ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท
ทั้งนี้ หากนักลงทุนจองซื้อในช่วงเสนอขายครั้งแรก สำหรับเงินลงทุนทุกๆ 1 ล้านบาท รับบัตรกำนัลเซ็นทรัล มูลค่า 1,500 บาท หรือหน่วยลงทุนกองทุนเปิดอเบอร์ดีน แคช ครีเอชั่น (ABCC) เป็นไปตามเงื่อนไข และคิดค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุนในอัตรา 1% หลังจากช่วงเสนอขายครั้งแรกจะคิดในอัตรา 1.50%
“เรามองว่าเศรษฐกิจอินเดียแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียได้ปรับตัวลงมาแตะที่ระดับเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แม้จะยังมีโอกาสถูกขายทำกำไรในระยะสั้น แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนเพื่อคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว”นายอดิเทพ กล่าว
นอกจากนี้ตลาดหุ้นอินเดียได้รับแรงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจากอุปสงค์ในประเทศที่มีเสถียรภาพและไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมากนัก ทำให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกไม่รุนแรง อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนระดับ 10-15% ตลอด 5 ปีน่าจะเป็นไปได้สูง
นายเอเดรียน ลิม ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ทีมตราสารทุนเอเชีย บลจ.อเบอร์ดีน ซึ่งบริหารกองทุนเปิดอเบอร์ดีน อินเดีย โกรท ฟันด์ (สิงคโปร์) เปิดเผยว่า ปัจจุบันทุนหลักมีขนาด 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 1.5 แสนล้านบาท ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึง 28 ม.ค.2554 ติดลบ 6.17% ขณะที่ดัชนี MSCI Indiaลบ 8.98% และผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 18.26% ดัชนี MSCI India อยู่ที่ 4.41% ย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 9.28% ดัชนี MSCI India อยู่ที่ –20.33%
กองทุนหลักเน้นลงทุนในธุรกิจภาคการเงินที่สอดคล้องกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินและเน้นลงทุนในบริษัทที่ให้บริการระบบสารสนเทศที่จะได้รับอานิสงค์จากแนวโน้มการว่าจ้างของกลุ่มลูกค้าในประเทศพัฒนาแล้ว
“บริษัทจะลงทุนหุ้นประมาณ 30-35 ตัวไม่ลงทุนตามดัชนี ปัจจุบันเราลงทุนเพียง 8 บริษัทที่อยู่ใน 20 บริษัทแรกของดัชนีตลาดหุ้น เน้นเลือกบริษัทที่มีระดับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจต่ำ”นายเอเดรียน กล่าว







