
โตโยต้าลั่น ไม่มีรถอี85
ปีนี้หมดสิทธิเห็นบ่นเซ็งนโยบายพลังงานรัฐ
โพสต์ทูเดย์
— โตโยต้า ยื้อผลิตรถ อี85 ไม่มั่นใจทิศทางนโยบายพลังงานทดแทนภาครัฐ แต่ย้ำพร้อมทำทุกอย่างถ้ามีความชัดเจนนายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะพัฒนารถยนต์ที่ใช้ อี85 ในประเทศไทยอย่างแน่นอน แค่คาดว่าไม่น่าจะทันในปี 2554 เนื่องจากต้องดูความชัดเจนของนโยบายพลังงานทดแทนจากรัฐบาลเสียก่อน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนพลังงานทดแทนหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น อี20 อี85 หรือแม้แต่ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ทำให้บริษัทไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสนับสนุนพลังงานทดแทนใดเป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลมีแนวทางการสนับสนุนที่ชัดเจนมากขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
“
โตโยต้าขอยืนยันว่าพร้อมที่จะเดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ขึ้นมา ก็ต้องการความชัดเจนในเรื่องนโยบาย ซึ่งโตโยต้าได้พัฒนารถทั้งไฮบริดและซีเอ็นจีอยู่แล้วในปัจจุบัน” นายทานาดะ กล่าวสำหรับการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่ล่าสุดมีข่าวว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งให้เสร็จในเดือน เม.ย.นั้น มองว่าไม่อยากให้มีการปรับขึ้นภาษีรถยนต์สำหรับรถทุกประเภท เนื่องจากจะส่งผลกระทบถึงแผนงานและการลงทุนของทุกบริษัท
สำหรับรถกระบะดัดแปลง (พีพีวี) ที่มีข่าวว่าจะถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นนั้น อยากให้มองว่าหากมีการปรับภาษีขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาของรถปิกอัพด้วยเช่นกัน และปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายก็ส่งออกพีพีวีด้วย ซึ่งหากมีการปรับภาษีและส่งผลต่อยอดจำหน่ายพีพีวี ก็จะกระทบต่อปริมาณการผลิตรถกระบะ และการปรับเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตรถกระบะด้วย
“
ในกรณีของโตโยต้า เราผลิตฟอร์จูนเนอร์ปีละเกือบ 5 หมื่นคัน จนไลน์ผลิตไม่พอ ต้องย้ายบางส่วนไปที่อินโดนีเซีย ซึ่งเราอยากจะให้ย้ายกลับมาถ้าโรงงานมีกำลังการผลิตเพียงพอ แต่หากปรับภาษีทำให้ต้นทุนเพิ่ม ก็อาจจะต้องย้ายไลน์ไปที่อินโดนีเซียแทน ซึ่งอยากให้เข้าใจว่าเราก็ต้องแข่งกับครอบครัวโตโยต้าในหลายประเทศเหมือนกันในการเป็นฐานผลิต” นายทานาดะ กล่าวทั้งนี้ โตโยต้าอยู่ระหว่างการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศไทย และมีแผนศึกษาการเปิดไลน์ผลิตรถอีกหลายรุ่นในไทย เช่น รถยนต์เลกซัสที่หากมีการจำหน่ายและส่งออกถึง 1 หมื่นคัน ก็พร้อมที่จะเปิดสายการผลิตทันที โดยมองไปที่อีก 23 ปีข้างหน้า ซึ่งหากประกอบในประเทศจะทำให้ราคาจำหน่ายลดลงมาเหลือต่ำกว่าคันละ 2 ล้านบาท จากในปัจจุบันที่ต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 80% ทำให้มียอดจำหน่ายไม่มากนัก







