
กลต.ชี้ปัจจัยนอกถ่วง
“ธีระชัย” เผยการเมืองในตะวันออกกลางและปัญหาหนี้ยุโรป ตัวการทำทุนไหลเข้าออกผันผวน หุ้นเหวี่ยงตาม แนะโบรกเกอร์ดูแลลูกค้าและพอร์ตตัวเองให้ดี
“ธีระชัย” เผยการเมืองในตะวันออกกลางและปัญหาหนี้ยุโรป ตัวการทำทุนไหลเข้าออกผันผวน หุ้นเหวี่ยงตาม แนะโบรกเกอร์ดูแลลูกค้าและพอร์ตตัวเองให้ดี
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในงานสัมมนา“ความท้าทายในการบริหารความเสี่ยงปี 2554” จัดโดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ว่า ในช่วง 23 ปีข้างหน้ามีปัจจัยจากต่างประเทศจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุน ซึ่งผู้มีหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวัง
สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอาจส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และการแก้ปัญหาหนี้ของกลุ่มประเทศยุโรป ทั้งสองปัจจัยเสี่ยงนี้จะสร้างความผัวผวนทางด้านเงินทุนไหลเข้าออก ทำให้ดัชนีหุ้นมีความผันผวน
“จากที่ได้มีโอกาสพบกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างประเทศ ต่างเห็นตรงกันว่าเงินทุนจะไหลมา ลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา แต่เมื่อความเสี่ยงทั้งสองเกิดขึ้นเป็นระยะๆ กลายเป็นความเสี่ยงโบรกเกอร์จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลลูกค้าและพอร์ตของตัวเองมากขึ้น พร้อมกับทำให้สภาพของตัวเองมีความแข็งแกร่งพร้อมรับเงินเข้าและออกได้อย่างคล่องตัว และเตรียมความพร้อมด้านระบบอย่างแข็งแรง ทั้งระบบการซื้อขาย ระบบการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหุ้น (มาร์จินโลน)”
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยระยะยาวที่จะกระทบ คือ การปรับตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งในอนาคตภาคแรงงานน่าจะมีอำนาจต่อรองค่าจ้างมากขึ้น อาจจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและอัตรากำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมลดต่ำลง และทำให้เกิดความผันผวนของกระแสเงินทุนเข้าไปยังประเทศเอเชีย และราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน
สำหรับปัญหาการเมืองในประเทศ ไม่ถึงกับเป็นปัจจัยเสี่ยง หากยุบสภาและดำเนินการเลือกตั้งตามขั้นตอน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สำนักกิจการธนาคารต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวในหัวข้อ “Thailand Economic Outlook 2011 : Key Economic Risks” ว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาพบว่า ภายหลังที่มีการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจะสร้างความเปราะบางทางการเงิน หากประเทศใดไม่สามารถดูแลได้ อาจสร้างวิกฤตได้เหมือนกับที่เกิดกับกรณีของเม็กซิโก ยุโรป และละตินอเมริกาได้
ด้านประเทศไทยเองเคยมีประสบการณ์วิกฤตทางการเงินมาแล้ว นั้น ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการให้สินเชื่อ ดังนั้นเชื่อว่าไทยคงไม่มีปัญหา ในการรับมือกับภาวะการณ์ดังกล่าว ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ก็มีมาตรการดูแลอย่างดีจึงไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก แต่ก็ต้องต้องติดตามธนาคารกลางของประเทศเพื่อนบ้านว่าจะสามารถดูแลและจัดการได้ดีหรือไม่ หากไม่ดีอาจจะมีผลกระทบลามมาถึงประเทศไทยได้
สำหรับเศรษฐกิจไทย หากการ เมืองไม่แรงในปีนี้ภายใต้สมมุติฐานว่าการเมืองไม่มีเหตุการณ์รุนแรง เชื่อว่าจะขยายตัวสูงเกิน กว่าที่ทางการคาดการณ์ว่าจะโต 3.5% เนื่องจากได้รับอานิสงส์เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนทางตรงและทางอ้อมในเอเชียแต่จะมีปัญหาเงินเฟ้อตามมา ซึ่งทำให้ธปท.จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ จะขึ้น 0.5-0.75%
“แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นก่อนหน้านี้ใช้เวลา 2 ปี แต่รอบนี้ผ่านมาแล้ว 6 เดือน จึงเหลือระยะเวลาอีกปีกว่าที่ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งในครึ่งแรกนี้คาดว่าน่าจะขึ้นอย่างต่ำ 1% เพราะธปท.ต้องการให้ดอกเบี้ยกลับไปสู่ภาวะปกติ จากปัจจุบันดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ 2%”นายกอบศักดิ์ กล่าว
หุ้นไทยปิดตลาดที่ 987.21 จุด ลดลง 8.46 จุด หรือ 0.85% มูลค่าซื้อขาย 28,304 ล้านบาท







