
สภาอุตฯใต้จี้รัฐเร่งนำเข้าปาล์ม
เอกชนแนะต้องเร่งนำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตัน ลดแรงกดดันตลาดในประเทศ ยันผลผลิตยังไม่มากพอ แนะรัฐลุยตรวจยี่ปั๊วกักตุน
เอกชนแนะต้องเร่งนำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตัน ลดแรงกดดันตลาดในประเทศ ยันผลผลิตยังไม่มากพอ แนะรัฐลุยตรวจยี่ปั๊วกักตุน
นายธนารักษ์ พงษ์เภตรา ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มรัฐบาลยังจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มจำนวน 1.2 แสนตัน เข้ามาอย่างเร็วที่สุด โดยเบื้องต้นอาจนำเข้ามาก่อน 3-6 หมื่นตัน เพื่อให้ตลาดเลิกเก็งกำไร และถ้านำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์มาแล้วมีปัญหาเก็งกำไร ก็ควรนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มาส่วนหนึ่งมาบรรจุขวดเลย เพื่อลดการขาดแคลนในตลาด เพราะหากจะยกเลิกการนำเข้าจะยิ่งทำให้ราคาในประเทศพุ่งสูงกว่านี้
ทั้งนี้ การนำเข้านำมันปาล์มบริสุทธิ์มาบรรจุขวด ต้นทุนน่าจะเท่าๆ กับการนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ แต่การกลั่นของต่างประเทศจะได้น้ำมันขุ่นกว่าของไทย ซึ่งก็ใช้บริโภคได้ไม่ต่างกัน แต่ปัญหาที่สำคัญคือจะหาผู้บรรจุขวดลำบาก
"ขณะนี้การนำเข้าล่าช้ามาแล้วกว่า 2 สัปดาห์ เพราะหลังจากตรุษจีนควรจะเริ่มเจรจาและนำเข้ามาใช้ได้แล้ว หากไม่นำเข้าสถานการณ์น่าจะแย่ลงกว่านี้ เพราะตอนนี้ผลผลิตในประเทศยังไม่มากพอที่จะดันให้ราคาลดต่ำลง ต้องรอถึงเดือนเม.ย.ก่อนที่ผลผลิตจะเริ่มออกมามาก การนำเข้ามา 1.2 แสนตันจะช่วยให้ราคาลดลงได้ แต่อาจจะมีผลผลิตเหลือเยอะเมื่อชนกับช่วงที่ผลิตในประเทศออก จึงควรนำเข้ามาก่อน 6 หมื่นตัน เพื่อลดความกดดันในประเทศ และรอดูสถานการณ์ก่อน"นายธนารักษ์กล่าว
ขณะเดียวกันการกระจายสินค้าก็ควรให้เอกชนดำเนินการ เพราะทำได้มีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐบาลอย่างแน่นอน รวมทั้งรัฐบาลอาจจะออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น การห้ามการส่งออกในช่วงนี้ แต่ควรใช้ในระยะสั้นมากๆ เพราะจะช่วยให้ในประเทศมีผลผลิตมากขึ้น ซึ่งหากดำเนินการตอนนี้จะได้รับผลกระทบน้อย เพราะราคาในประเทศจูงใจมากกว่าราคาตลาดโลก
นอกจากนี้ ควรมีมาตรการชดเชยราคาบรรจุขวด หากราคานำเข้าน้ำมันล็อตใหม่ไม่สามารถนำมาบรรจุขวดได้ในราคา 47 บาท เพราะไม่อย่างนั้นเอกชนก็จะไม่ต้องการนำมาบรรจุขวดขาย เนื่องจากขาดทุน ซึ่งจะเกิดปัญหาซ้ำอีก อีกทั้งควรไปตรวจสอบสต็อกน้ำมันของยี่ปั๊วด้วย เพราะยี่ปั๊วมีหลายรายหากเก็บไว้คนละนิดหน่อยรวมๆ กันก็เป็นจำนวนมากกว่า 100 ตันเหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยไปตรวจกลุ่มนี้ มาตรวจแต่โรงงาน รวมถึงเข้าไปดูแลการนำเข้าน้ำมันปาล์มหนีภาษีจากต่างประเทศที่ตอนนี้มีเข้ามาค่อนข้างมาก มาขายแบบบรรจุขวดไม่ระบุยี่ห้อ
นายธนารักษ์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายการแทรกแซงราคาน่าจะทำได้ยาก เพราะไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการอย่างไร รัฐบาลจะประกาศรับซื้อน้ำมันปาล์ม หรือจะชดเชยราคา ซึ่งเรื่องนี้จะควบคุมได้อยาก ขณะที่การตั้งกองทุนปาล์มน้ำมันคงต้องดูวิธีการบริหารจัดการว่าจะใช้วิธีใดเช่นเดียวกัน เพราะต้องดูให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด จะมาใช้วิธีการแบบเดียวกับพืชชนิดอื่นๆ ไม่ได้ เพราะปาล์มเป็นพืชยืนต้น มีอายุ 25-26 ปี ปริมาณการผลิตจะไม่ลดลง ต่างจากพืชไร่ที่เป็นพืชล้มลุก แต่ละปีมีผลผลิตไม่เท่ากัน







