
IMF เตือนบอนด์ยิลด์นิวไฮรอบหลายทศวรรษ ดันเงินเฟ้อพุ่ง แนะรัดเข็มขัดการคลัง
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกปี 2026 รับศึกหนัก ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งนิวไฮรอบหลายทศวรรษ สุ่มเสี่ยงดันเงินเฟ้อรอบใหม่ จี้ผู้กำหนดนโยบายเร่งรัดเข็มขัดการคลังด่วน
KEY
POINTS
- IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากหนี้สาธารณะสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่พุ่งสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และความเสี่ยงเงินเฟ้อระลอกใหม่
- แนะให้รัฐบาลส่วนใหญ่เร่งรัดเข็มขัดทางการคลังผ่านแผนระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
- การคุมเข้มนโยบายการคลังจำเป็นเพื่อรับมือต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อฝังตัว ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต
ในการประชุมเต็มคณะและการกล่าวถ้อยแถลงผู้นำ ในเวทีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
ทั้งหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และความเสี่ยงเงินเฟ้อระลอกใหม่ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดระเบียบการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
ขณะที่เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 3.1% แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาพลังงาน แต่แรงส่งจากการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังช่วยพยุงการเติบโต อย่างไรก็ตาม ผลบวกจาก AI กระจายตัวไม่เท่ากัน ขณะที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง
บอนด์ยีลด์สูงสุดรอบหลายสิบปี เพิ่มต้นทุนกู้ยืม
ประเด็นที่น่าจับตาคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545, 2552 และ 2539 ตามลำดับ สะท้อนแรงกดดันในตลาดตราสารหนี้ที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเผชิญ
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น รัฐบาลที่ต้องกู้เงินใหม่หรือออกพันธบัตรมาทดแทนหนี้เดิมย่อมมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและประชาชนอาจเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดส่งผ่านไปยังสินเชื่อ ส่งผลให้การลงทุนและการใช้จ่ายฟื้นตัวได้ยากขึ้น
IMF ยังเตือนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อจากหลายปัจจัย ทั้งความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน ราคาสินค้าอาหารที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน และความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI ซึ่งต้องใช้พลังงาน ศูนย์ข้อมูล และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก ทั้งนี้แรงกดดันดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางต้องระมัดระวังการดำเนินนโยบายการเงิน
"ธนาคารกลางหลักจำเป็นต้องมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพราคาเป็นสำคัญ และคงทิศทางนโยบายตึงตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวน ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ต้องเร่งรัดเข็มขัดทางการคลังผ่านแผนระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ พร้อมอธิบายความจำเป็นแก่ประชาชน และปกป้องกลุ่มเปราะบางไปพร้อมกัน"
หากปล่อยให้เงินเฟ้อฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางอาจต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในภายหลัง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งภาคธุรกิจ ครัวเรือน และรัฐบาลที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้ว
IMF ชี้วางแผนการคลัง ลดขาดดุลอย่างน่าเชื่อถือ
ด้านนโยบายการคลัง IMF เรียกร้องให้รัฐบาลส่วนใหญ่เร่งจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณสูง เนื่องจากปัญหาการคลังของประเทศเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อภาวะการเงินและเศรษฐกิจของประเทศอื่นผ่านตลาดทุนและตลาดพันธบัตรโลก
โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงลดการขาดดุลในระยะสั้น แต่ต้องทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถบริหารหนี้ให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว พร้อมสื่อสารเหตุผลของมาตรการให้ประชาชนเข้าใจ และรักษางบประมาณที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่ประเทศรายได้น้อยกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น แม้ระดับหนี้เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่ลดลงกำลังเบียดบังงบประมาณสำหรับการศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาประเทศ
AI เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ แต่ต้องรับมือความเสี่ยง
IMF มองว่า AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ฐานรายได้ภาษี และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศยังมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด
นอกจากนี้ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ยังทวีความรุนแรงขึ้น โดยช่วงเวลาตั้งแต่ค้นพบช่องโหว่จนถึงการถูกโจมตีอาจสั้นลงจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และมีแนวโน้มลดลงเหลือเพียงไม่กี่นาที ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งยกระดับความมั่นคงของระบบการเงินควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้
ทั้งนี้ IMF สนับสนุนประเทศสมาชิกผ่านการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาทางเทคนิค ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงของภาคการเงิน เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือความเสี่ยงใหม่







