
ธปท. ยันเงินบาทมีเสถียรภาพ ไร้กังวลเงินทุนไหลออก หลังเฟด-BOJ ขึ้นดอกเบี้ย
ธปท. ชี้เงินบาทมีเสถียรภาพ หลังตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและ BOJ ไปล่วงหน้าแล้ว มองส่วนต่างดอกเบี้ยกดดันเงินทุนต่างชาติไหลออกจำกัด นับตั้งแต่ต้นปี 69 เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าสุทธิ 5 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- ธปท. ยืนยันค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและไม่กังวลต่อภาวะเงินทุนไหลออก แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ตลาดการเงินได้รับรู้และคาดการณ์ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้ว ประกอบกับเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่งจากเงินสำรองระหว่างประเทศระดับสูง
- แม้จะมีความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออก แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังคงมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิในสินทรัพย์ไทย และ ธปท. มองว่านโยบายดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจไทย
ตามที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ในอัตรา 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
เช่นเดียวกับ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมวันที่ 18 ก.ย.2569 ในอัตรา 0.25% สู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อยู่ที่ระดับ 1.00% ต่อปี จึงมีความกังวลว่าส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น จะส่งผลต่อเงินทุนต่างชาติไหลออก และสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท
ล่าสุด นายสุรัช แทนบุญ ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ระบุว่า ภาพรวมค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงตามสกุลเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยพัฒนาการเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่แนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ นั้น มองว่าตลาดได้รับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว สะท้อนจากเงินบาทที่เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับกรณีของญี่ปุ่นล่าสุด แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปที่ 1.25% ซึ่งไม่ได้ห่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับมติผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ออกมา 7 : 2 ไม่เป็นเอกฉันท์ชัดเจน ทำให้ตลาดปรับลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัด ๆ ไป
ธปท. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มไปข้างหน้า (outlook dependent) ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน และมีแนวโน้มลดลงในปี 2570
ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถอยู่ในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน เสถียรภาพภายนอกของไทยยังแข็งแกร่งและมีกันชน (buffer) สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล และครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.8 เท่า
ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการเงินทุนไหลออกรุนแรงจึงยังอยู่ในวงจำกัด โดยแม้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่การไหลออกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ธปท.จึงไม่ได้กังวลเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย
โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ไทยสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าตลาดหุ้นเป็นสำคัญ รวมทั้งตลาดพันธบัตร







