posttoday
ประกันภัยไทยใกล้เดี้ยง กระอักเกณฑ์เพิ่มเงินกองทุนอาร์บีซี

ประกันภัยไทยใกล้เดี้ยง กระอักเกณฑ์เพิ่มเงินกองทุนอาร์บีซี

16 กุมภาพันธ์ 2554

...ทีมข่าวการเงิน

หวั่นบริษัทประกันภัยสัญชาติไทยไปไม่รอด เจอวิกฤตเงินกองทุนขาดต่อสินทรัพย์เสี่ยงขาด ผู้ถือหุ้นเดิมไม่กล้าควักเงินเพิ่มทุนเหตุได้กำไรไม่คุ้ม เพราะแข่งขันสูงมาก

เรื่องนี้เปิดเผยโดย

สุรชัย ศิริวัลลภ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (ไทยรี) ที่กล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า ขณะนี้บริษัทประกันวินาศภัยยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง หรืออาร์บีซี (Risk Based Capital) ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะเริ่มให้มีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย.นี้

เกณฑ์อาร์บีซีที่จะนำมาใช้นี้เหมือนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของธนาคารพาณิชย์ ที่ธนาคารจะต้องสะสมเงินกองทุนให้เพียงพอต่อการปล่อยสินเชื่อและรับฝากเงินจากลูกค้า บริษัทประกันวินาศภัยก็จะต้องสำรองเงินหากรับทำประกันภัยจากประชาชน เพราะถือว่าเป็นความมั่นคง หากบริษัทมีปัญหาก็จะมีเงินมาคืนให้ลูกค้า

สุรชัย กล่าวว่า บริษัทที่ไม่พร้อมสะสมทุนก็จะประสบกับปัญหาเรื่องขาดแคลนเงินกองทุนก็ได้ เนื่องจากภาพรวมของธุรกิจประกันวินาศภัยไทยในขณะนี้ ต้องถือว่าไม่ใช่รูปแบบการทำธุรกิจประกันวินาศภัยเต็มตัว แต่มีรูปแบบคล้ายกับบริษัทนายหน้าหรือโบรกเกอร์มากกว่า โดยเฉพาะการประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์หรือนันมอเตอร์ เพราะมีการส่งไปให้บริษัทต่างประเทศรับประกันภัยต่อ

ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายของอุตสาห กรรมที่จะปรับตัวและเตรียมตัวอย่างไร เมื่อเกณฑ์อาร์บีซีมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญทำให้ธุรกิจประกันภัยต้องเปลี่ยนแปลง เพราะรูปแบบธุรกิจเดิมๆ จะไม่คุ้มต่อการลงทุน

“ปัญหา คือ ถ้าภาคธุรกิจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เจ้าของทุนยังพร้อมที่จะนำเงินมาลงทุนต่อหรือไม่ เพราะเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้กลับไป เฉลี่ยในอุตสาหกรรมก็ได้ประมาณ 56% เท่านั้น

ถามว่าต่อไปใครจะนำเงินมาลงทุนเพิ่มแล้วได้แค่ 56% และต้องรับความเสี่ยงไว้เองอีกด้วย ปัจจุบันขณะนี้นำเงินไปฝากกินดอกเบี้ยธนาคารตอนนี้ก็ได้ 4% แล้ว จึงเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบ เมื่อรัฐบอกว่าต้องมีเงินเพียงพอกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น” สุรชัย กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่าง คือ การที่บริษัทประกันภัยเองก็ต้องรีบหาแหล่งทุนมาเพิ่มทุนตามเกณฑ์อาร์บีซี เพราะเมื่อรับเบี้ยประกันเข้ามาเพิ่มก็มีความเสี่ยงเกิดขึ้น ก็ต้องเพิ่มทุนด้วย และในปีหน้ายังมีเรื่องการเปิดเสรีในกลุ่มอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดไทยสูงขึ้น เพราะแม้ภาคประกันไทยจะเตรียมตัวมา 5 ปีแล้ว ก็ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากค่าเบี้ยประกันของไทยยังสูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียถึง 20%

ทั้งนี้ เรื่องของต้นทุนเป็นสิ่งที่ประกันไทยต้องลดให้ได้ เพราะยังสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 20% จึงทำให้เบี้ยแพง โดยเฉพาะการมีบริษัทประกันขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นจำนวนมากและยังเป็นธุรกิจในครอบครัว เฉพาะต้นทุนด้านบุคลากรอย่างเดียวก็สูงถึง 50% จึงทำให้ธุรกิจเสียเปรียบ ขณะตลาดที่พัฒนาแล้วต้นทุนรวมกันต้องไม่เกิน 30%

สุรชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญคงต้องให้บริษัทประกันในไทยเตรียมตัวมากกว่านี้ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของโลก ดังนั้นบริษัทประกันไม่ควรมองเรื่องแหล่งทุนไปที่ตัวเงินเพียงมิติเดียว ต้องมองถึงทุนด้านบุคลากร ทุนด้านปัญญาให้เพียงพอ และทุนด้านตัวเงินที่ต้องมีคนเก่งสร้างให้เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย แม้ภาพรวมของเงินกองทุนในอุตสาหกรรมในปัจจุบันจะเพียงพอก็ตาม

ด้าน จันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. ยืนยันว่าเกณฑ์นี้จำเป็นต้องนำมาใช้ เพราะอยู่ในแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 2 (พ.ศ. 25532557) เพื่อพัฒนาบริษัทประกันภัยไทยให้ก้าวสู่ความเป็นมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ในปี 2554 ได้เน้นการดำเนินงานตาม 4 มาตรการหลักที่สำคัญ คือ

มาตรการที่ 1 การสร้างความเชื่อมั่นและการเข้าถึงระบบประกันภัยของประชาชน

โดยการเผยแพร่ความรู้ด้านการประกันภัยแก่ประชาชน คนกลางประกันภัย ทั้งในรูปแบบการจัดงานสัปดาห์ประกันภัย ในระหว่างวันที่ 2 4 กันยายน 2554 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพคเมืองทองธานี และการจัดงานการประกันภัยสู่ประชาชน 9 แห่ง ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เป็นต้น

มาตรการที่ 2 เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัย

การตรวจสอบและกำกับตามระดับความเสี่ยงของแต่ละบริษัท และเพิ่มมาตรการป้องกันความเสียหายอย่างทันท่วงที ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทประกันภัยมีเงินกองทุนที่เพียงพอ สามารถรองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยการกำกับเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงจะเริ่มมีผลบังคับใช้เดือนกันยายน 2554

มาตรการที่ 3 พัฒนากฎหมายและระบบการคุ้มครองสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร โดยในปี 2554 จะมีการพัฒนากฎหมายแม่บท คุ้มครองสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร จัดให้มีระบบสัญญาณเตือนภัยทางคดี และการพัฒนากระบวนการประนอมข้อพิพาท ให้รวดเร็วเป็นธรรมแก่ประชาชน ผู้เอาประกันภัย เป็นต้น

มาตรการที่ 4 ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการประกันภัย

การพัฒนาฐานข้อมูลกลางของธุรกิจประกันภัยครบวงจร (I SITE)

การจัดตั้งสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง OIC Advanced Insurance Institute (OICAII) เพื่อเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านประกันภัยระดับสูงของประเทศ ซึ่งจะมีการกำหนดหลักสูตรเพื่อพัฒนาความรู้และจรรยาบรรณของบุคลากรประกันภัยเป็นครั้งแรก เช่น หลักสูตรที่ปรึกษาด้านการประกันภัย เป็นต้น

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ที่ได้ดำเนินการแล้วในปี 2553 และแผนงานที่ได้ดำเนินงานในปี 54 รวมถึงมาตรการที่จะดำเนินการในปีต่อไป จะช่วยผลักดันให้สัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 6% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2557

ทางด้านคปภ.รายงานว่า สำหรับธุรกิจประกันภัยในปี 2553 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงจำนวนรวมทั้งสิ้น 421,042 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อน 14.24% และมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) อยู่ที่ระดับ 4.21

แบ่งเป็น เบี้ยประกันชีวิตจำนวน 296,106 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14.53% และเบี้ยประกันวินาศภัยจำนวน 124,936 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.54%

ธุรกิจประกันภัยในปี 2553 มีจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยรวมทั้งสิ้น 55,453,338 ราย ขยายตัว 6.74% เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 68,780,921 ล้านบาท โดยขยายตัวจากปีก่อน 8.54%

แบ่งเป็น กรมธรรม์ประกันชีวิต 18,078,137 ราย ขยายตัวจากปีก่อน 5.33% คิดเป็นอัตราส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อจำนวนประชากร 28.40% และกรมธรรม์ประกันวินาศภัย 37,375,201 ราย ขยายตัวจากปีก่อน 7.43% คิดเป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งสิ้น 60,944,723 ล้านบาท ขยายตัว 7.49%

สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันภัยในปี 2554 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ประมาณ 16.23% คิดเป็นจำนวนเบี้ยประกันภัย 489,389 ล้านบาท เป็นการขยายตัวของธุรกิจประกันชีวิต 18.74% เป็นเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 351,590 ล้านบาท และธุรกิจประกันวินาศภัยขยายตัว 10.30% เป็นเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 137,799 ล้านบาท และมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 4.67

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน