
“นิพิฐ” ฟ้อง ปตท.-พวก เรียก 483 ล้าน แฉปมแพะรับบาปคดีปาล์มอินโดฯ 12 ปี
“นิพิฐ“ ยื่นฟ้อง “ปตท.-ไพรินทร์-รสยา-ปตท.สผ.” เรียก 483 ล้านบาท หลังพ้นมลทินคดีปาล์มอินโดฯ แฉถูกจัดฉากกลั่นแกล้งเป็นแพะรับบาป 12 ปี ชี้ต้นเหตุรัฐเจ๊งจริงคือกลุ่มที่แอบขายทิ้งราคาต่ำ ลุยกระชากหน้ากากไอ้โม่งตัวจริงมารับโทษให้ถึงที่สุด
KEY
POINTS
- นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตผู้บริหาร ปตท. ยื่นฟ้องบริษัท ปตท. และพวก รวม 4 ราย เรียกค่าเสียหายกว่า 483 ล้านบาท
- การฟ้องร้องเกิดขึ้นหลัง ป.ป.ช. มีมติชี้ขาดว่านายนิพิฐไม่มีความผิดในคดีลงทุนปาล์มที่อินโดนีเซีย หลังใช้เวลาไต่สวนนาน 12 ปี โดยเจ้าตัวอ้างว่าตนเป็นแพะรับบาป
- นายนิพิฐ ระบุว่าความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากผู้บริหารชุดหลังอนุมัติขายโครงการในราคาต่ำกว่าตลาดหลังจากที่ตนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ศาลแพ่ง (ถนนรัชดาภิเษก) นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ พีทีอี ลิมิเต็ด (PTTGE) และอดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต CEO ปตท. เป็นจำเลยที่ 2, นางรสยา เธียรวรรณ ในฐานะรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ พีทีอี ลิมิเต็ด (PTTGE) เป็นจำเลยที่ 3 และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เป็นจำเลยที่ 4 ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหายรวม 483,113,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.3779/2569
การเปิดศึกฟ้องร้องครั้งประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ใช้เวลาไต่สวนข้อเท็จจริงยาวนานถึง 12 ปีเต็ม ก่อนจะมีมติชี้ขาดเป็นที่ยุติว่า นายนิพิฐไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น ข้อกล่าวหาไม่มีมูลและให้ตกไปทั้งหมดทั้ง 5 โครงการ ทั้งทางอาญาและวินัยร้ายแรง
แฉกระบวนการจัดฉากปั้นพยานเท็จ ชี้ขาดทุนจริงเกิดจาก “กลุ่มที่แอบขายทิ้งราคาต่ำ”
นายนิพิฐ เปิดเผยข้อเท็จจริงเบื้องลึกว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ตนตกเป็นเหยื่อของการจัดฉากกลั่นแกล้งอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนที่จงใจข้ามขั้นตอนระเบียบ การสร้างพยานหลักฐานเท็จและสัญญานายหน้าปลอมส่งให้ ป.ป.ช. ตลอดจนการฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายตนเพียงคนเดียวเป็นจำนวนเงินมหาศาลสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท ก่อนจะลดเหลือ 2 หมื่นล้านบาท และบีบไล่ตนออกจากงาน ทั้งที่การบริหารจัดการทุกขั้นตอนในยุคของตนผ่านความเห็นชอบและการอนุมัติจากบอร์ด ปตท. และบอร์ด PTTGE ทั้งสิ้น
นายนิพิฐ ระบุอย่างหนักแน่นว่า ความเสียหายมหาศาลของโครงการปาล์มอินโดนีเซียไม่ได้เกิดขึ้นจากขั้นตอนการเข้าลงทุนในยุคที่ตนทำหน้าที่ เพราะการเข้าซื้อทุกโครงการได้ราคาต่ำกว่าเกณฑ์ทางการของอินโดนีเซีย ต้นตอของผลขาดทุนมหาศาลจนกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์นั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ตนถูกปลดและพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว โดยบอร์ด ปตท., นายไพรินทร์ และนางรสยา ได้อนุมัติเดินหน้าโครงการต่อและเทงบลงทุนเพิ่มเข้าไปอีกเป็นจำนวนมาก
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น กลุ่มผู้บริหารดังกล่าวกลับร่วมมือกันนำทั้ง 5 โครงการไปเร่งขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินราชการอินโดนีเซีย และต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปอย่างผิดปกติ จนส่งผลให้ ปตท. และ PTTGE ต้องขาดทุนและเกิดความเสียหายทันที ซึ่งการตัดสินใจลงทุนซ้ำและการขายทิ้งในราคาต่ำดังกล่าว ล้วนเกิดขึ้นหลังจากที่ตนพ้นจากหน้าที่ไปแล้วทั้งสิ้น ตนจึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลาญงบหรือความเสียหายจากการขายทิ้งเลยแม้แต่น้อย แต่กลับถูกจงใจโยนบาปและฟ้องร้องอยู่เพียงคนเดียว
ลั่นสู้ยิบตา ลากคอ “ไอ้โม่งตัวจริง” มารับโทษตามกฎหมาย
นายนิพิฐ ยืนยันว่า แม้ ป.ป.ช. จะมีมติชี้มูลยกฟ้องจนตนพ้นมลทินอย่างสมบูรณ์แล้วทั้ง 5 โครงการ แต่ ปตท. ก็ยังดันทุรังนำเรื่องเดิมไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (1 โครงการ จาก 5 โครงการ ) โดยใช้นายไพรินทร์และนางรสยามาเป็นพยาน ทั้งที่บุคคลทั้งสองคือผู้ที่มีบทบาทสร้างพยานหลักฐานเท็จในการปรักปรำตนมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานี้ ทั้งคู่ก็กำลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ระหว่างการถูก ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีร่วมกันขายโครงการราคาต่ำจนทำให้ ปตท. เสียหายมหาศาลเช่นกัน
สำหรับการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายกว่า 483 ล้านบาทในครั้งนี้ เป็นการเรียกร้องค่าใช้จ่ายและค่าวิชาชีพทนายความที่ต้องต่อสู้คดีทั้งในและต่างประเทศตลอด 12 ปี, ค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ และเงินตอบแทนที่ควรได้รับจนถึงเกษียณอายุงาน, ค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ, ค่าเสียหายจากการถูกตัดสิทธิเข้ารับการสรรหาเป็น CEO ของ ปตท. และ ปตท.สผ. ตลอดจนค่าชดเชยความเสื่อมเสียต่อเกียรติยศชื่อเสียงวงศ์ตระกูล โดยตนจะเดินหน้าดำเนินคดีให้ถึงที่สุดในทุกช่องทาง เพื่อกระชากหน้ากากผู้ที่กระทำความผิดและสร้างความเสียหายต่อรัฐตัวจริงมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด







