
BYD กำไรโตครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส หลังเร่งเครื่องส่งออกหนีวิกฤต
รายได้จากต่างประเทศของ BYD ทะยานแซงหน้าตลาดจีนเป็นครั้งแรก ด้วยสัดส่วนถึง 53% ของรายได้รวม กลายเป็นแรงหนุนที่ทำให้กำไรของบริษัทกลับมาเติบโตอีกครั้งในรอบ 5 ไตรมาส
BYD สร้างสถิติใหม่เมื่อรายได้จากตลาดต่างประเทศพุ่งทะยานแซงหน้าตลาดจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยกู้สถานการณ์กำไรชะลอตัวของบริษัท
พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนที่ต้องหนี "สงครามราคา" อันดุเดือดในบ้านเกิด เพื่อออกไปแสวงหาโอกาสใหม่ในตลาดโลก
รายได้ต่างประเทศพุ่ง 34% ดันกำไร BYD ฟื้นตัว
รายงานผลประกอบการเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า BYD ยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้าจากเซินเจิ้น ทำผลงานในช่วงครึ่งปีแรกได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
- รายได้จากต่างประเทศ: เติบโตขึ้น 34% แตะระดับ 1.813 แสนล้านหยวน (ราว 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
- สัดส่วนรายได้: ตลาดต่างประเทศทำเงินคิดเป็น 53% ของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งแซงหน้าตลาดจีนเป็นครั้งแรก
- รายได้ในภูมิภาคจีนและพื้นที่โดยรอบ (Greater China): หดตัวลง 31%
- กำไรสุทธิ (ไตรมาส 2): พุ่งขึ้น 30% แตะระดับ 8.2 พันล้านหยวน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศนี้เอง ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญช่วยให้ BYD พลิกกลับมาทำกำไรเพิ่มขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส
ทำไมค่ายรถจีนต้องหนีออกนอกประเทศ?
แม้จีนจะครองแชมป์ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขายต่อปีที่สูงกว่าสหรัฐอเมริกาเกือบเท่าตัว แต่สมรภูมินี้กลับแข่งขันกันดุเดือดจนยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่นอย่าง BYD ยังทำกำไรได้ยาก
สงครามราคาที่ยืดเยื้อเพื่อสู้กับคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง Xiaomi และ Xpeng ส่งผลให้รายได้ในประเทศหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายงานของ BYD สะท้อนภาพนี้ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จีนกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้าง ตลาดในประเทศเริ่มซบเซา สวนทางกับตลาดส่งออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และแนวโน้มนี้จะยังคงพุ่งทะยานต่อไป
แรงกระเพื่อมนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับแบรนด์ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ค่ายรถต่างชาติอย่าง Volkswagen และ Mercedes-Benz ก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังในสายตาผู้บริโภคชาวจีนเช่นกัน
ขณะที่ General Motors (GM) ซึ่งเคยโกยกำไรในจีนได้ปีละกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับต้องมาแบกรับตัวเลขขาดทุนต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
สถานการณ์ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ที่ชี้ว่า ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในจีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาร่วงลงหนักถึง 21%
ส่งออกรถ EV ทำกำไรทะลุเป้า แม้หักลบต้นทุนค่าขนส่งข้ามทวีป
ปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์จีน โดยยอดส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลพุ่งสูงถึง 88% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดต่างประเทศมีความน่าสนใจคือค่ายรถสามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าในประเทศอย่างมาก
กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดคือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่น BYD Seal U ซึ่งตั้งราคาเริ่มต้นในเยอรมนีไว้ที่ 39,900 ยูโร (ราว 46,200 ดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขนี้สูงกว่าราคาขายในกรุงปักกิ่งกว่า 2 เท่า ซึ่งส่วนต่างดังกล่าวไม่เพียงแต่ครอบคลุมต้นทุนค่าขนส่งข้ามทวีปได้ทั้งหมด แต่ยังสร้างผลกำไรให้บริษัทอีกมหาศาล
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ประเมินว่า ยอดส่งออกที่แข็งแกร่งจะช่วยผลักดันให้กำไรของ BYD เติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2026 และมีโอกาสทำสถิติผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้
กำแพงภาษี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสรรคการตั้งโรงงาน
แม้ตัวเลขการเติบโตจะยอดเยี่ยม แต่ BYD ยังคงต้องรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีอุปสรรคสำคัญ ได้แก่
- กำแพงภาษี: สหรัฐอเมริกาแทบจะปิดประตูตายสำหรับค่ายรถยนต์จีน ในขณะที่สหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีรถยนต์ไฮบริดสัญชาติจีนเพิ่มเติม หลังจากเพิ่งบังคับใช้มาตรการภาษีกับรถ EV แบบแบตเตอรี่ล้วนไปก่อนหน้านี้ รวมถึงบราซิลและเม็กซิโกที่เริ่มงัดมาตรการกำแพงภาษีมาใช้เพื่อสกัดกั้นรถยนต์จากจีนเช่นเดียวกัน
- ความล่าช้าในการตั้งโรงงาน: แม้ BYD จะปรับกลยุทธ์ด้วยการเดินหน้าตั้งโรงงานผลิตในยุโรปและอเมริกาใต้ แต่โครงการโรงงานเรือธงในฮังการีกลับต้องเลื่อนกำหนดการผลิตออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 (ล่าช้ากว่าเป้าหมายเดิมถึง 1 ปี) สาเหตุหลักมาจากการที่ทางการฮังการีเข้าตรวจสอบประเด็นสิทธิแรงงานของบริษัทผู้รับเหมาช่วง รวมถึงการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องเงินอุดหนุนจากภาครัฐหลังจากการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม BYD ยังคงเดินหน้าขยายตลาดอย่างไม่หยุดยั้ง ล่าสุดบริษัทเตรียมบุกตลาดญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสมรภูมิปราบเซียน
โดยส่ง 'Racco' รถยนต์ไฟฟ้าขนาดจิ๋วที่บริษัทออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สภาพถนนแคบๆ ในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เพื่อหวังเจาะชิงส่วนแบ่งการตลาดในเซกเมนต์รถยนต์ขนาดเล็กซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแดนอาทิตย์อุทัย







