
คลัง ชง ครม.เคาะ TISA ก.ย.นี้ ปลดล็อกทางเลือกลงทุน ดัน “ผู้ออมเป็นศูนย์กลาง”
คลังเตรียมเสนอ ครม.ก.ย.นี้ เร่งวางหลักเกณฑ์และระบบ TISA เปิดทางเลือกออม-ลงทุนมากขึ้น ยืนยันวงเงินหักลดหย่อนภาษีไม่ได้น้อยกว่าเดิม เล็งใช้ปีภาษี 70
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการบัญชีการออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนกันยายน 2569 โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้ในปีภาษี 2570
- TISA มีแนวคิดหลักเพื่อปฏิรูปการออมโดยเปลี่ยนมุมมองจากการเน้นส่งเสริมตลาดทุนมาเป็น "ผู้ออมเป็นศูนย์กลาง" ทำให้ผู้เสียภาษีมีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น
- โครงการนี้จะช่วยปลดล็อกทางเลือกการลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเปิดให้ลงทุนในสินทรัพย์ได้หลายประเภทเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว
มาตรการ TISA กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าวางกรอบทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และระบบรองรับ เพื่อให้การออมและลงทุนของประชาชนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเป็นระบบ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเร่งเดินหน้าโครงการบัญชีการออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account: TISA) หลังรัฐบาลให้หลักการแล้ว โดย สศค.ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพากร เพื่อจัดทำรายละเอียดด้านการปฏิบัติ หลักเกณฑ์ และระบบที่เกี่ยวข้องให้พร้อม ตั้งเป้าเริ่มใช้ในปีภาษี 2570
หัวใจของ TISA คือการเปลี่ยนแนวคิดจากมาตรการลดหย่อนภาษีที่เน้นส่งเสริมตลาดทุน มาเป็นการให้ “ผู้เสียภาษีและผู้ออมเป็นศูนย์กลาง” เปิดทางให้แต่ละคนมีสิทธิเลือกสินทรัพย์และรูปแบบการออมที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น ขณะที่ตลาดทุนจะได้รับประโยชน์ตามมาจากการมีเงินออมและเงินลงทุนเพิ่มขึ้น
"โครงการ TISA ถือเป็นการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนมุมมองครั้งสำคัญ จากเดิมในอดีตที่รัฐมุ่งใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อเน้นส่งเสริมตลาดทุนเป็นหลัก แต่ในวันนี้เราจะหันมาเน้นเรื่อง ผู้เสียภาษีและผู้ออมเป็นศูนย์กลาง โดยเอาตัวผู้ออมเป็นตัวตั้ง ส่งผลให้ผู้เสียภาษีมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นและมีสิทธิ์เลือกรูปแบบการลงทุนตามความถนัดของตนเอง"
นายวินิจ ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวต้องการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ให้กับคนที่ยังมีกำลังออม เพราะนอกจากการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐควรสนับสนุนให้คนที่ยังมีศักยภาพสามารถออมและลงทุน เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินของตัวเองในระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญคือ TISA จะเปิดกรอบประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) ให้มีความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่ได้ในอนาคต หากผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะเน้นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศและตลาด
"ขณ"โครงการ TISA ถือเป็นการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนมุมมองครั้งสำคัญ จากเดิมในอดีตที่รัฐมุ่งใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อเน้นส่งเสริมตลาดทุนเป็นหลัก แต่ในวันนี้เราจะหันมาเน้นเรื่อง ผู้เสียภาษีและผู้ออมเป็นศูนย์กลาง โดยเอาตัวผู้ออมเป็นตัวตั้ง ส่งผลให้ผู้เสียภาษีมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นและมีสิทธิ์เลือกรูปแบบการลงทุนตามความถนัดของตนเอง"
นายวินิจ ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวต้องการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ให้กับคนที่ยังมีกำลังออม เพราะนอกจากการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐควรสนับสนุนให้คนที่ยังมีศักยภาพสามารถออมและลงทุน เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินของตัวเองในระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญคือ TISA จะเปิดกรอบประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) ให้มีความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่ได้ในอนาคต หากผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะเน้นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศและตลาดะเดียวกัน ความตั้งใจของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ การเปิดโครงสร้างประเภทสินทรัพย์ (Asset Class) ทิ้งไว้
ซึ่งหมายความว่า หากในอนาคตมีสินทรัพย์ออมประเภทใดที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เราก็พร้อมจะอนุมัติเพิ่มเข้ามาในระบบได้อย่างต่อเนื่อง โดยเกณฑ์สำคัญคือ เราจะเน้นเฉพาะสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ให้แก่ประเทศและตลาดลงทุนอย่างแท้จริง
สำหรับรายละเอียดที่อยู่ระหว่างจัดทำ ยังครอบคลุมหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ ระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ ช่วงเปลี่ยนผ่าน และการจัดการกับเงินลงทุนเดิม โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่า วงเงินหักลดหย่อนภาษีของ TISA จะไม่ได้น้อยกว่าเดิม
ทั้งนี้ หากการจัดทำหลักเกณฑ์และระบบเป็นไปตามแผน TISA จะเริ่มใช้ในปีภาษี 2570 และผู้เสียภาษีจะสามารถนำสิทธิไปใช้ในการยื่นแบบภาษีช่วงต้นปี 2571
ด้าน ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.และกระทรวงการคลังได้หารือและออกแบบรายละเอียดทั้งด้านกฎเกณฑ์ กฎหมาย และมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอรายละเอียดโครงการให้ ครม.พิจารณาภายในเดือนกันยายน 2569
ส่วนระบบการใช้งานและขั้นตอนปฏิบัติยังอยู่ระหว่างการพัฒนา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ TISA สามารถเปิดใช้งานได้เต็มรูปแบบภายในปีภาษี 2570 ตามที่วางไว้ และผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ทันที
สำหรับ TISA มีเป้าหมายส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว โดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนได้ยืดหยุ่นตามช่วงวัยและระดับความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการออมที่ขาดความต่อเนื่องเมื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือระยะเวลาถือครองสิ้นสุดลง
ทั้งนี้ TISA แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
- บัญชีเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์การออมและลงทุน เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ไว้ในบัญชีเดียว โดยต้องถือครองตามเงื่อนไขที่กำหนด
- บัญชีเพื่อการออมสำหรับตนเองหรือบุตร ซึ่งเงินต้นไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่ให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบ Final Tax หรือภาษีที่ชำระแล้วถือเป็นภาษีสุดท้าย โดยรายละเอียดวงเงินสิทธิประโยชน์สูงสุด กระทรวงการคลังจะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ศ.ดร.พรอนงค์ ระบุด้วยว่า การทำให้ TISA ใช้งานได้เต็มรูปแบบ จำเป็นต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมในตลาดทุนที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้นในอนาคต







