
เจาะอินไซด์ Gen Z ทำไม “ตู้กดยา” กลายเป็นตัวเลือกสุขภาพทางเพศยุคดิจิทัล?
JSP เผยอินไซด์ยอดขายสินค้าตู้กดยา พบสินค้าสุขภาพทางเพศ พุ่ง 29% โดยเฉพาะย่านมหาลัย ถุงยางอนามัยยอดดฮิตโดนใจ Gen Z ชี้เพิ่มทางเลือกการป้องกันอย่างเป็นส่วนตัว ท่ามกลางวิกฤตโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
KEY
POINTS
- เจาะอินไซด์ยอดขายสินค้าตู้กดยา พบสินค้าสุขภาพทางเพศ พุ่ง 29% โดยเฉพาะย่านมหาลัย ถุงยางอนามัยยอดดฮิตโดนใจ Gen Z
- เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Gen Z เลือกใช้ตู้กดยาคือ "ความเป็นส่วนตัว" ซึ่งช่วยลดความเขินอายในการซื้อสินค้า และความสะดวกสบายที่สามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- การเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันที่ง่ายขึ้นผ่านตู้กดยา ถือเป็นสัญญาณบวกในการช่วยแก้ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชน
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค การเข้าถึงสินค้าสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในร้านขายยาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป ข้อมูลล่าสุดจาก บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ได้เผยให้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจผ่าน “ตู้กดยาอัตโนมัติ” ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนพฤติกรรมและแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z
ความเป็นส่วนตัว หัวใจสำคัญดันยอดขายพุ่ง
“พิษณุ แดงประเสริฐ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JSP ระบุว่า จากการเก็บข้อมูลผ่านตู้กดยาอัตโนมัติจำนวน 185 ตู้ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพทางเพศ ครองส่วนแบ่งยอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนถึง 29% โดยเฉพาะในพื้นที่ “ย่านมหาวิทยาลัย” ที่มียอดขายโดดเด่นเป็นพิเศษ
โดย 4 อันดับกลุ่มสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่
1.ถุงยางอนามัย ยอดขาย 1,612,497 บาท
2.เจลลี่แก้เแฮงค์ ยอดขาย 636,333 บาท
3.เจลหล่อลื่น ยอดขาย 609,375 บาท
4.ชุดตรวจแบบ 4IN1 ยอดขาย 480,965 บาท
เหตุผลหลักที่ทำให้สินค้ากลุ่มนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในรูปแบบตู้กด คือ “ความเป็นส่วนตัว” กลุ่มคนรุ่นใหม่มีความสบายใจที่จะเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเองโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับพนักงานขาย ช่วยลดความเขินอายที่มักเกิดขึ้นเมื่อต้องซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศในร้านค้าทั่วไป นอกจากนี้ ตู้กดยายังไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการ ทำให้เข้าถึงได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง
ส่องสถิติ สินค้าอะไรบ้างที่คนไทยนิยม “กด”
หากพิจารณาสัดส่วนยอดขายแยกตามหมวดหมู่สินค้า 5 อันดับแรก จะเห็นความหลากหลายของความต้องการผู้บริโภค ดังนี้
1.ผลิตภัณฑ์สุขภาพทางเพศ สัดส่วน 29%,
2.ยาสามัญประจำบ้าน สัดส่วน 16.2%
3.ลูกอม/ยาอม สัดส่วน 12.8%
4.ของใช้ส่วนตัว/สุขอนามัย สัดส่วน 12.6%
5.ชุดตรวจสุขภาพ สัดส่วน 11.0%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันและยาพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว
สัญญาณบวกท่ามกลางวิกฤตโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ปรากฏการณ์ความนิยมของถุงยางอนามัยในตู้กดนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยอดขาย แต่ยังเป็นสัญญาณบวกในเชิงสุขอนามัย ปัจจุบันประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากังวล
- HIV: พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยถึง 8,000-9,000 รายต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี
- ซิฟิลิส: ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 2.7 เท่า (จาก 4,326 ราย เป็น 11,813 ราย)
- หนองใน: ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า (จาก 3,912 ราย เป็น 9,897 ราย)
กรมควบคุมโรค ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำคัญไม่ใช่การขาดแคลนอุปกรณ์ แต่คือ “การเข้าถึงการป้องกัน” และการรับรู้ความเสี่ยง ดังนั้น การกระจายตู้กดยาอัตโนมัติไปในพื้นที่ต่าง ๆ จึงเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
JSP ลุยกลยุทธ์เติบโตธุรกิจสุขภาพต่อเนื่อง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JSP ทิ้งท้ายว่า บริษัทพร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่าย ทั้งในรูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์ และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ภายใต้ชื่อ “ตู้ยาอุ่นใจใกล้คุณ” เพื่อสนับสนุนให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีอิสระในการใช้ชีวิต สามารถดูแลสุขภาพทางเพศของตนเองได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
การเติบโตของยอดขายสินค้าผ่านตู้กดนี้ ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับ JSP แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสังคมที่มี “เซฟเซ็กซ์” (Safe Sex) และช่วยลดอัตราการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในระยะยาว ผ่านการทลายกำแพงแห่งความเขินอายด้วยเทคโนโลยี







