
“ศุภจี” บินสหรัฐฯ 30 ส.ค. ปิดดีล ART ยัน! ไม่ข้าม 3 เส้นแดงอ่อนไหว
“ศุภจี” บินสหรัฐฯ 30 ส.ค. ถก ART ตั้งเป้าปิดดีลให้จบ หลัง “อนุทิน” เคาะปลดล็อกประเด็นเกษตร-สาธารณสุข ที่คงค้างเจรจา ยันไม่ข้าม 3 เส้นแดงประเด็นอ่อนไหวของไทย
KEY
POINTS
- “ศุภจี” บินคุยกับสหรัฐฯ วันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถก ART หวังปิดดีลให้จบ หลัง “อนุทิน” เคาะปลดล็อกประเด็นเกษตร-สาธารณสุข ที่คงค้างเจรจา
- ยันไม่ข้าม 3 เส้นแดงประเด็นอ่อนไหวของไทย เตรียมย้ำไทยจะนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ทั้งพลังงาน เครื่องบิน สินค้าเกษตร ล้างขาดดุล
- ด้านการไต่สวนมาตรา 301 เรื่องมีกำลังการผลิตส่วนเกิน หวังไทยไม่โดนภาษีสูง แต่สุดท้ายหากยังมีสินค้าที่โดน ก็ต้องช่วยเหลือ เยียวยา หาตลาดให้ต่อไป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 27-29 ส.ค.2569 ทีมเจรจาทางเทคนิคของไทย จะเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART)
โดยจะมีผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปด้วย เพราะมีบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กระทรวงที่ไทยและสหรัฐฯ ยังตกลงกันไม่ได้
แต่หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นั่งเป็นประธานการประชุมเตรียมการก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปลดล็อกประเด็นเหล่านั้นแล้ว และทำให้ไทยพร้อมเจรจาทางเทคนิคประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
“มีเรื่องที่เรายังคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ไม่จบ เพราะยังติดข้อจำกัดบางอย่าง แต่นายกรัฐมนตรีได้กรุณาเคาะให้ ซึ่งท่านบอกว่า อะไรที่ทำได้ ก็ทำ ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศในระยะยาว แต่ยืนยันว่า ไทยยังมีเส้นแดงที่ข้ามไม่ได้ 3 เรื่องเหมือนเดิม คือ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช สำหรับการนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง, ความมั่นคง และการลงทุน ที่สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาลงทุนในไทยในบางสาขา 100% เช่น โทรคมนาคม”
นอกจากนี้ วันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.2569 ตนจะเดินทางไปสหรัฐฯ ด้วยตนเอง โดยมีนัดหมายกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนางซูซี ไวลส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลในระดับนโยบาย เพื่อเจรจา ART โดยจะตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงใจของไทยในการลดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับไทย
ซึ่งยืนยันจะนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหมือนเดิม ทั้งพลังงาน เครื่องบิน สินค้าเกษตร รวมถึงเพิ่มการลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งปีนี้ การลงทุนรวมอยู่ที่กว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 55,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
อีกทั้งจะย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ประมาณ 30% เป็นการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯ ที่ลงทุนในไทย ไม่ใช่เกิดจากการส่งออกสินค้าของไทยทั้งหมด
ส่วนการไต่สวนไทยตามมาตรา 301 เรื่องการมีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร หวังว่าอัตราภาษีไทย จะใกล้เคียงกับคู่แข่ง แต่หากถูกเก็บมากกว่า รัฐบาลก็จะเดินหน้าขอหารือกับสหรัฐฯ อีก เพื่อขอลดหย่อน
โดยขณะนี้ กำลังผลักดันให้สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีสินค้าอีก 7 กลุ่ม รวม 78 พิกัดศุลกากร ได้แก่ กลุ่มเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, กลุ่มอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน, กลุ่มสินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุข, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน, กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มหัตถกรรมและสินค้าเพิ่มมูลค่า
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 28% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 91,255 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ที่ยังเสียภาษีนำเข้า แต่อีก 72% ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 12.5% ตามมาตรา 301 ในประเด็นที่สหรัฐฯ กล่าวหาไทยไม่มีกฎหมายหรือไม่ห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ ประมาณ 2,120 รายการ มูลค่า 56,201 ล้านเหรียญสหรัฐ และสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในของสหรัฐ ที่ไม่ต้องเสียภาษี 12.5% มูลค่าอีกราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
และหากในท้ายที่สุด มีสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี กระทรวงพาณิชย์ก็มีหน้าที่ในการช่วยเหลือ เยียวยา หาตลาดใหม่ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ส่งออกต่อไป







