
คลัง จับตา GDP ไตรมาส 3 เร่งประคอง หวั่นติดลบซ้ำ ดันไทยถดถอยทางเทคนิค
สันติธาร ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญ 3 คลื่นกระแทก “พลังงาน-ต้นทุน-กำลังซื้อ” เตือน ไตรมาส 3 หาก GDP ติดลบต่อเนื่องเสี่ยงเข้าสู่ Technical Recession เร่งรัฐประคอง SME-ปลดล็อกสินเชื่อ
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/69 หดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้กระทรวงการคลังกังวลว่าหากไตรมาส 3 ติดลบซ้ำ จะทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค
- ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจมาจาก 3 ระลอก คือ ปัญหาพลังงาน, ต้นทุนและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแอลง
- ภาครัฐเร่งออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจในไตรมาส 3 เพื่อเป็นกันชนและลดแรงกระแทกให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจ ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจติดลบต่อเนื่อง
หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัว 2.4% สะท้อนแรงกดดันที่ยังมีต่อเนื่อง และทำให้ไตรมาส 3 กลายเป็นช่วงสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งประคองเศรษฐกิจ
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่รุนแรงไปกว่าที่คาด แม้ต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันคือ การลงทุน เพื่อสร้างแรงส่งและรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ ภาคการท่องเที่ยว หลังได้รับผลกระทบในไตรมาส 2 จากการยกเลิกเที่ยวบินและต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยมองว่าไตรมาส 3 อาจเริ่มเห็นสัญญาณทรงตัว ขณะที่ไตรมาส 4 มีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และงานระดับนานาชาติอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 นายสันติธาร มองว่า สะท้อนความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่ภาครัฐประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยไทยกำลังเผชิญ คลื่นกระแทก 3 ระลอก ได้แก่ ระลอกแรก ปัญหาพลังงาน ระลอกที่ 2 ต้นทุนและเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ทำให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพสูงขึ้น และระลอกที่ 3 กำลังซื้อที่อ่อนแรง ซึ่งขณะนี้ผลกระทบจากทั้ง 3 ระลอกเริ่มสะท้อนชัดเจนขึ้นในตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว
สำหรับคลื่นแรก คือ ปัญหาพลังงาน ไม่ได้สะท้อนแค่ราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อสำรองและสร้างความมั่นคง ส่งผลให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 สูงกว่า 600,000 ล้านบาท สะท้อนความเปราะบางของไทยที่ยังพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง
คลื่นที่สอง คือ แรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จากไตรมาสก่อนที่ติดลบเล็กน้อย กลับมาเป็นบวกราว 2-3% ขณะที่แรงกดดันด้านราคายังซ่อนอยู่ในต้นทุนผู้ผลิต โดยดัชนีราคาผู้ผลิต ยังขยายตัวมากกว่า 8% สะท้อนว่าผู้ประกอบการอาจยังไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังราคาสินค้า
ส่วนคลื่นที่สาม คือ กำลังซื้อที่อ่อนแรงลง โดยการบริโภคชะลอจากที่เคยขยายตัวมากกว่า 3% เหลือไม่ถึง 2% และหากดูแบบไตรมาสต่อไตรมาสหลังหักผลฤดูกาล การบริโภคอยู่ในภาวะติดลบ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศเช่นกัน
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แต่รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการประคองเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญ เนื่องจาก GDP ไตรมาส 2 หากพิจารณาแบบไตรมาสต่อไตรมาสติดลบไปแล้ว ดังนั้น หากไตรมาส 3 ติดลบต่อเนื่องอีก และไม่มีมาตรการเข้ามาช่วยประคอง อาจทำให้ไทยเข้าสู่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession)
“ไตรมาส 3 จะเป็นไตรมาสอีกอันหนึ่งที่ตัวเลขจะเข้ามาซึ่งสำคัญมาก เพราะว่าไตรมาส 2 ถ้าดูเทียบไตรมาสก่อนหน้า มันติดลบไปแล้ว ถ้าไตรมาส 3 มันติดลบอีกทีหนึ่ง มันจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Technical Recession ดังนั้น มาตรการในช่วงนี้จึงเน้นการเป็นกันชน ลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับครัวเรือนและภาคธุรกิจ”
นายสันติธารกล่าวว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือ SME เนื่องจากกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งรายได้ที่ลดลง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเป็นภาวะที่เรียกว่า “ดับเบิลสควีซ” คือถูกบีบทั้งจากรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก
นายสันติธาร กล่าวว่า ภาครัฐจึงต้องทำ 3 เรื่องไปพร้อมกัน คือ ประคองเศรษฐกิจวันนี้ เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจในช่วงนี้ และลงทุนเพื่ออนาคต โดยมาตรการ ไทยช่วยไทย พลัส เป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยประคองการบริโภคและลดแรงกระแทกให้กับประชาชน ขณะที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท จะเข้ามามีบทบาททั้งในการประคองและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ พบว่ามีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า 50,000 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 2 เพื่อช่วยพยุงการบริโภคและเป็นกันชนให้กลุ่ม SME และภาคครัวเรือน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจนต้องปิดตัวลง
สำหรับบทบาทของนโยบายการเงิน นายสันติธารมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีบทบาทในการช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่การดูแลในระยะต่อไปไม่ควรมองเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาระดับหนึ่งแล้ว และเมื่อหักเงินเฟ้อออก ดอกเบี้ยที่แท้จริงก็อยู่ในระดับติดลบ
“ดอกเบี้ยมันก็ลดมาพอสมควรแล้ว แล้วก็ต่ำระดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้ที่มันต้องเริ่มทำมากขึ้นเนี่ย ก็คือเรื่องโครงสร้างต่าง ๆ ว่าทำยังไงที่จะค่อย ๆ ปลดล็อกให้การปล่อยกู้มันไปถึง SME อีกครั้งหนึ่ง”
โจทย์สำคัญของนโยบายการเงินจากนี้จึงอยู่ที่ การปรับโครงสร้างทางการเงิน เพื่อให้สินเชื่อกลับไปถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME มากขึ้น รวมถึงลดปัญหาเงินที่ไหลออกไปนอกระบบ เพื่อให้นโยบายการเงินไม่ได้มีเพียงการปรับดอกเบี้ย แต่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินด้วย
ส่วนปัญหา SME ที่การปล่อยสินเชื่อยังติดลบและหนี้เสียอยู่ในระดับสูง ขณะนี้มีมาตรการออกมาแล้ว เช่น โครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ รวมถึงการทำเวอร์ชันที่มีธนาคารรัฐเข้ามาร่วมช่วยเหลือ ขณะที่มาตรการทางการคลัง เช่น การช่วยลดภาระให้กับประชาชนและธุรกิจ ก็มีส่วนช่วยประคองสภาพคล่อง
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการใหม่เพื่อช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ SME ที่อยู่ใน ซัพพลายเชน ของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งแม้ตัว SME เองอาจเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก แต่มีลูกค้ารายใหญ่และมีธุรกิจที่ชัดเจน โดยภาครัฐกำลังพิจารณาว่าจะนำข้อมูลหรือความสัมพันธ์กับบริษัทขนาดใหญ่มาช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ได้หรือไม่
นายสันติธารกล่าวถึงแนวโน้มระยะสั้นว่า ไตรมาส 3 มันต้องดูอีกหน่อย แต่ก็คงยังไม่ใช่ก้าวกระโดดพ้นภัยพ้นปัญหาแล้วนะครับ แต่น่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นในไตรมาส 4 ต่อไป”
ทั้งนี้ นายสันติธารย้ำว่า การประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งหนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจโตช้า และ SME ที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องเดินหน้าการลงทุนเพื่ออนาคตควบคู่กันไป
ภาครัฐต้องทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือช่วยอุตสาหกรรมเดิมให้ปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการและ SME ไทยมากขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในประเทศ







