posttoday
“โจ ฮอร์น” ชี้ไทยต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนรับจีนยุคใหม่

“โจ ฮอร์น” ชี้ไทยต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนรับจีนยุคใหม่

17 สิงหาคม 2569

ผู้เชี่ยวชาญชี้ไทย-จีนกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ไทยต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีน เทคโนโลยี และการปรับห่วงโซ่อุปทานของโลก

ในการบรรยายพิเศษหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับทิศทางการค้าและการลงทุน” โดยนายโจ ฮอร์น พัธโนทัย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Strategy613 จำกัด และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ

 

นายโจ ฮอร์น กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศ แต่จีนกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับอนาคต หรือ Future-Proofing และมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด

 

อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขณะเดียวกัน จีนยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชิปประมวลผล หุ่นยนต์ และการผลิตขั้นสูง

 

จีนยังใช้โครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เพื่อเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจของโลก

 

ไทยมีโอกาสจากการย้ายฐานผลิตโลก

 

สำหรับความสัมพันธ์ไทย-จีน นายโจ ฮอร์น มองว่ากำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่” ที่ความร่วมมือจะมีความลึกและครอบคลุมมากขึ้น ภายใต้เป้าหมาย “50 ปีทอง” แห่งมิตรภาพ

 

จุดสำคัญคือ ไทยไม่ควรมองตัวเองเป็นเพียงตลาดปลายทางของจีน แต่ควรใช้ประโยชน์จากตำแหน่งที่ตั้งและศักยภาพของประเทศ ซึ่งอยู่ในจุดที่ได้เปรียบต่อการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก หรือ Global Supply Chain

 

ไทยมีโอกาสพัฒนาเป็นฐานการผลิตสำคัญในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล และดาต้าเซ็นเตอร์ หากสามารถดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตของจีนได้อย่างเหมาะสม

“โจ ฮอร์น” ชี้ไทยต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนรับจีนยุคใหม่

 

แนะทำ China Master-Plan

 

นายโจ ฮอร์น เน้นว่า ภาครัฐและภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องมี “Thailand’s China Master-Plan” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ต่อจีนอย่างเป็นระบบ โดยต้องเข้าใจทั้งวัฒนธรรม กลไกการค้า นโยบายรัฐ และโครงสร้างธุรกิจของจีนอย่างลึกซึ้ง

 

ผู้ประกอบการไทยยังต้องเข้าใจว่ารัฐวิสาหกิจจีนและนโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะที่แต่ละมณฑลของจีนมีจุดแข็งและการแข่งขันที่แตกต่างกัน การทำธุรกิจจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับตลาดจีนทั้งหมดได้

 

ทั้งนี้มองว่าจีนยังมีโอกาสจากมูลค่าสินทรัพย์และหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนที่อยู่ในระดับน่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการไทยต้องศึกษาภูมิทัศน์ธุรกิจจีนอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน

 

แนวทางสำคัญในระยะต่อไปจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การซื้อขายสินค้าระหว่างกัน แต่ควรเปลี่ยนเป็นโมเดล “Thailand + China to the World” หรือการผนึกกำลังไทยกับจีนเพื่อขยายตลาดไปยังประเทศที่สาม

 

รวมถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน BRI จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการรักษาฐานการผลิตของประเทศไม่ให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

คำถามที่ไกลกว่า “งบบัตรทอง” ใครวัดความคุ้มค่า “เงินระบบสาธารณสุข” ทั้งประเทศ?

คำถามที่ไกลกว่า “งบบัตรทอง” ใครวัดความคุ้มค่า “เงินระบบสาธารณสุข” ทั้งประเทศ?