
คลัง จ่อขึ้นภาษีรถนำเข้า สร้างความเป็นธรรม รักษาฐานผลิตไทย
คลังเร่งปฏิรูปภาษีสรรพสามิต แยกเก็บภาษีรถนำเข้า-ผลิตไทย จ่อขึ้นภาษีรถนำเข้า หวังสร้างการแข่งขันเป็นธรรม รักษาฐานผลิตและการจ้างงาน
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าทุกประเภท เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
- การปรับโครงสร้างภาษีมีเป้าหมายเพื่อรักษาฐานการผลิต การลงทุน และการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย
- แนวทางเบื้องต้นคือการแยกอัตราภาษีสรรพสามิตระหว่างรถที่ผลิตในประเทศกับรถนำเข้าออกจากกัน จากเดิมที่ใช้อัตราเดียวกัน
ท่ามกลางศึกชิงฐานผลิตรถยนต์ที่ร้อนแรงขึ้นในภูมิภาค ไทยกำลังเจอโจทย์ใหญ่ในการรักษาฐานการผลิต การลงทุน และการจ้างงานไม่ให้ไหลออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันต้องเร่งเปิดตลาดใหม่ เพื่อให้รถและสินค้าที่ผลิตในไทยมีทางออกไปแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบัน หากไทยไม่ปรับตัว มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียทั้งฐานการผลิต รายได้ และการจ้างงานให้กับประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องเดินหน้า 2 ยุทธศาสตร์ควบคู่กัน คือ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และ การขยายตลาดส่งออกผ่านความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA
สถานกาณ์การค้าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายประเทศใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ขณะที่ไทยมี FTA กับคู่ค้าหลายประเทศ ทำให้ภาษีศุลกากรสินค้าหลายรายการลดลงจนเป็นศูนย์ ส่งผลให้ไทยไม่สามารถใช้กำแพงภาษีศุลกากรเพื่อปกป้องตลาดในประเทศได้เช่นเดียวกับประเทศที่ไม่มีข้อผูกพันด้าน FTA
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องใช้เครื่องมือทางภาษีที่ยังสามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสินค้าที่ผลิตในประเทศกับสินค้านำเข้า
“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการทั้งค่ายเดิมและค่ายใหม่ได้ย้ายฐานและขยายสายการผลิตทั้งรถสันดาป ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าในไทย แต่สินค้านำเข้าบางส่วนเข้ามาในราคาที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คนที่ลงทุนจริงในประเทศรับภาระไม่เท่ากัน เราจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง”
หัวใจของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ คือ การแยกอัตราภาษีสรรพสามิตระหว่างรถผลิตในประเทศกับรถนำเข้า จากเดิมที่ใช้อัตราเดียวกัน โดยพิจารณาตามประเภทเชื้อเพลิงและการปล่อย CO₂ ขณะที่รถนำเข้ายังมีภาษีศุลกากรเพิ่มเติม ทำให้ต้นทุนสูงกว่า การปรับใหม่จึงมุ่งสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและรักษาฐานการผลิตในประเทศ
โดยจะครอบคลุมรถยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาป รถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ระบบภาษีมีส่วนช่วยสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ รักษาการจ้างงาน และประคับประคองความเข้มแข็งของซัพพลายเชนยานยนต์ทั้งระบบ
แนวทางเบื้องต้นคือ ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้า ขณะที่รถยนต์ที่ผลิตในประเทศจะพิจารณาปรับลดหรือคงอัตราภาษี โดยแยกตามประเภทเชื้อเพลิงและระดับเทคโนโลยี ไม่ได้ใช้โครงสร้างภาษีแบบเดียวกับรถทุกประเภท
“การปรับครั้งนี้ยังมีข้อได้เปรียบในด้านกระบวนการ เพราะสามารถดำเนินการผ่าน กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายแม่ ทำให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้รวดเร็วขึ้น โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตเร่งศึกษารายละเอียดของโครงสร้างภาษีใหม่ และนำเสนอให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้”
เป้าหมายของการปรับภาษีไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มรายได้รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในระยะต่อไป โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์และการลงทุนจากต่างประเทศ
“เรื่องนี้เป็นโจทย์เร่งด่วน เพราะหากไทยไม่ปรับตัวและปล่อยให้โครงสร้างเดิมเดินต่อไป ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยอดขายรถยนต์ในประเทศ แต่หมายถึงการสูญเสียฐานการผลิต การลงทุน และการจ้างงานจำนวนมากให้กับประเทศอื่นในภูมิภาค”
นอกจากการปรับโครงสร้างภาษี รัฐบาลยังเร่งขยายตลาดส่งออก เพื่อให้สินค้าที่ผลิตในไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้มากขึ้น
นายเอกนิติ ยังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรี และตน พร้อมด้วยคณะ มีกำหนดเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 17-22 ส.ค.นี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ผลักดันการค้าและการลงทุน โดยใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีกับทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะยานยนต์ และช่วยหนุนการค้าระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง
"การผลักดัน EV ในไทยเริ่มเห็นผลชัดเจน โดยไทยเริ่มส่งออกรถ EV ไปออสเตรเลียแล้ว สอดคล้องกับเป้าหมายสร้างฐานการผลิตในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้า BOI จะร่วมเดินทางและเจรจากับนักลงทุนโดยตรง เพื่อใช้ฐาน FTA ที่มีอยู่ต่อยอดการค้าและเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างกัน"
นอกจากยานยนต์ รัฐบาลยังมุ่งดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีกำหนดหารือกับ Canva แพลตฟอร์มออกแบบและซอฟต์แวร์ระดับโลก เพื่อชักชวนให้ขยายการลงทุนในไทย
โดยเฉพาะการเปิดตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก
สำหรับการเยือนออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือกับ Canva บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกออนไลน์ จากประเทศออสเตรเลียเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี รวมถึงขยายความร่วมมือในสาขาอื่น เช่น พลังงาน สุขภาพ และสินค้าเกษตร







