posttoday
รัฐเบิกจ่ายเงินกู้ 6.8 หมื่นล้าน สู่เงินในกระเป๋าประชาชน ลุ้นแรงส่งศก.ไทย

รัฐเบิกจ่ายเงินกู้ 6.8 หมื่นล้าน สู่เงินในกระเป๋าประชาชน ลุ้นแรงส่งศก.ไทย

10 สิงหาคม 2569

คลังเผยเบิกจ่ายเงินกู้แล้ว 6.89 หมื่นล้านบาท ผ่าน 3 โครงการช่วยประชาชน พร้อมลดกรอบ 1.58 หมื่นล้าน หลังยอดผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการลด หวังใช้งบตรงกลุ่ม-พยุงเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเบิกจ่ายเงินกู้แล้วเกือบ 6.9 หมื่นล้านบาท ผ่าน 3 โครงการหลักเพื่อช่วยเหลือและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน
  • เงินกู้ส่วนใหญ่ถูกส่งผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งกระตุ้นให้ประชาชนร่วมใช้จ่ายเพื่อให้เงินหมุนเวียนสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย
  • รัฐบาลคาดหวังว่าเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าระบบนี้จะเป็นแรงส่งสำคัญช่วยกระตุ้นและพยุงเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

เงินกู้ของรัฐก้อนใหญ่กำลังถูกทยอยส่งต่อไปถึงมือประชาชน ผ่านมาตรการช่วยเหลือ ทั้งการเติมเงินในกระเป๋า และกระตุ้นการใช้จ่าย จากรายงานของกระทรวงการคลัง พบว่า รัฐเบิกจ่ายเงินกู้ไปแล้ว 68,907.79 ล้านบาท หรือเกือบ 6.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 43.09% ของกรอบวงเงินกู้ใหม่ 159,925.54 ล้านบาท

 

คำถามที่ตามมาคือ เงินก้อนนี้เมื่อออกจากภาครัฐแล้ว จะช่วยให้คนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้นแค่ไหน และที่สำคัญ เงินจะหมุนต่อไปถึงร้านค้า ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และภาคธุรกิจได้มากเพียงใด จนกลายเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อ

 

เงิน 6.8 หมื่นล้าน ไปอยู่ตรงไหน?

เงินกู้ที่เบิกจ่ายแล้วมาจาก 3 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการไทยช่วยไทยพลัส การเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

 

รัฐเบิกจ่ายเงินกู้ 6.8 หมื่นล้าน สู่เงินในกระเป๋าประชาชน ลุ้นแรงส่งศก.ไทย

 

ก้อนใหญ่ที่สุดอยู่ที่ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 4.1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

 

ตัวเลข 6.8 หมื่นล้านบาทที่เห็น ไม่ใช่วงเงินกู้ทั้งหมดที่รัฐบาลเตรียมไว้ แต่เป็นเงินที่เบิกจ่ายออกไปแล้วจริง ๆ ขณะที่กรอบวงเงินกู้ชุดนี้ยังมีอยู่ราว 1.59 แสนล้านบาท ทำให้ยังเหลือเม็ดเงินอีกส่วนที่จะทยอยนำมาใช้ในมาตรการต่าง ๆ ต่อไป

 

ลดงบ 1.58 หมื่นล้าน ไม่ได้แปลว่าลดช่วยประชาชน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ปรับลดกรอบวงเงินลงประมาณ 1.58 หมื่นล้านบาท หลังรัฐนำฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยมาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน

 

ผลที่ออกมาคือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่มี 7.22 ล้านคน จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 13.18 ล้านคน ทำให้รัฐไม่จำเป็นต้องกันงบไว้เท่าเดิม

 

พูดง่าย ๆ คือ คนที่มีสิทธิน้อยลง งบที่ต้องเตรียมไว้ก็ลดลงตาม ไม่ได้หมายความว่ารัฐตัดงบช่วยเหลือประชาชน แต่เป็นการปรับวงเงินให้ตรงกับจำนวนผู้มีสิทธิจริงมากขึ้น

 

ส่วนคนที่หลุดจากบัตรสวัสดิการฯ ราว 5.96 ล้านคน กระทรวงการคลังเตรียมเปิดทางให้เข้าร่วม “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่ออีก 2 เดือน ระหว่างรอผลอุทธรณ์

 

จุดที่น่าจับตาของโครงการไทยช่วยไทยพลัสคือ รูปแบบการใช้จ่ายที่รัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% นั่นหมายความว่า เงินจากภาครัฐไม่ได้จบลงแค่การเติมเงินให้ประชาชน แต่มีโอกาสดึงเงินจากกระเป๋าประชาชนออกมาใช้จ่ายเพิ่มด้วย

 

ข้อมูล ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 พบว่า มียอดใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท และมีร้านค้าขนาดเล็กเข้าร่วมกว่า 1 ล้านร้านค้า

 

ตัวเลขนี้สะท้อนภาพว่า เงินเริ่มไหลจากโครงการรัฐลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ตั้งแต่ร้านขายของ ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการเมื่อประชาชนใช้เงินซื้อสินค้า ร้านค้าก็มีรายได้เพิ่ม ร้านค้าซื้อของจากผู้ผลิต ผู้ผลิตจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง และเงินก็หมุนต่อไปยังคนอื่น ๆ ในระบบ

 

นี่คือกลไกสำคัญที่รัฐหวังให้เงินก้อนนี้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ “ช่วยคน” เพราะรัฐไม่ได้จ่ายฝ่ายเดียว แต่ใช้เงินรัฐเป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินของตัวเองออกมาร่วมใช้จ่ายด้วย ทำให้เงินหมุนเข้าสู่ร้านค้าและระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

 

เงินสะพัด ไม่ได้แปลว่า GDP โตเท่ากัน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่าง “เงินสะพัด” กับ “GDP ที่เพิ่มขึ้น” เพราะไม่ใช่ทุกบาทที่ประชาชนใช้ผ่านโครงการจะเป็นการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด บางส่วนอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่คนเหล่านั้นตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว เพียงเปลี่ยนมาใช้ผ่านมาตรการของรัฐ

 

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาจริง ๆ คือ เงินรัฐสามารถทำให้ประชาชน ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิม ได้มากแค่ไหน และเงินที่ออกจากกระเป๋าประชาชนแล้วสามารถหมุนต่อไปสร้างรายได้และการจ้างงานได้อีกกี่รอบ

 

GDP ขยับขึ้น 2.5% มีแรงหนุนจากรัฐ

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้มีเป้าหมายโดยตรงที่จะเข้ามากระตุ้น GDP แต่เน้นช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน แต่พบว่า ภาพเศรษฐกิจในปีนี้เองก็เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 เป็น 2.5% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 1.6%

 

หนึ่งในแรงหนุนมาจากมาตรการรัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงินแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท โดยก้อนแรก 2 แสนล้านบาท จะนำมาใช้รับมือปัญหาพลังงานและลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น ช่วยให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อ และภาคธุรกิจเดินหน้าต่อได้ ถือเป็นอีกแรงที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกัน การส่งออกปีนี้คาดว่าจะโตถึง 12.5% เพิ่มจากประมาณการเดิมที่ 6.2% ส่วนการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนก็เริ่มฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้น ส่วนเงินกู้ที่รัฐทยอยเบิกจ่ายผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชน ก็เป็นอีกแรงที่ช่วยพยุงกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย

 

เงินกู้มีต้นทุน และสุดท้ายต้องบริหารหนี้

ด้านเงินทุน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 รัฐจัดหาเงินกู้รองรับแผนงานแล้ว 100,800 ล้านบาท ผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินและเงินกู้จากสถาบันการเงิน โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 1.24% ต่อปี

 

ขณะที่ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.929 ล้านล้านบาท หรือ 66.87% ของ GDP

 

นั่นทำให้ทุกบาทที่รัฐกู้มาใช้จึงต้องมองสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการใช้เงินเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยประชาชนในช่วงที่กำลังซื้อยังต้องการแรงพยุง แต่อีกด้านคือภาระหนี้และต้นทุนดอกเบี้ยที่รัฐต้องรับผิดชอบในอนาคต

 

บททดสอบอยู่ที่ “เงินจะหมุนต่อหรือไม่”

ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขว่า รัฐเบิกจ่ายไปแล้ว 6.8 หมื่นล้านบาท แต่คือ เงินก้อนนี้เมื่อถึงมือประชาชนแล้ว สามารถสร้างการใช้จ่ายใหม่ได้มากแค่ไหน

 

หากประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ร้านค้ามีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อ ลูกจ้างมีรายได้ และเงินยังหมุนต่อหลังมาตรการสิ้นสุด นั่นจะเป็นสัญญาณว่าเงินกู้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ถ้าเงินหมดลงพร้อมกับมาตรการ และการใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลต่อเศรษฐกิจก็อาจจำกัด

 

ดังนั้น เงินกู้ 6.8 หมื่นล้านบาทจึงไม่ได้จบแค่คำถามว่า “รัฐจ่ายไปเท่าไร” แต่โจทย์ใหญ่กว่าคือ “จ่ายแล้วเงินหมุนต่อได้กี่รอบ และสร้างเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน” ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า มาตรการช่วยประชาชนครั้งนี้จะเป็นเพียงแรงพยุงชั่วคราว หรือสามารถต่อยอดเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้จริง

ข่าวล่าสุด

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?