
‘พชร’ เตือนภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ฉุดส่งออกไทย จี้รัฐเร่งอุดจุดอ่อนเศรษฐกิจ
“พชร” เตือนภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 อาจกระทบการส่งออกและการลงทุนไทยอย่างหนัก แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างความเชื่อมั่น และใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลิตภาพจริง
KEY
POINTS
- นายพชรเตือนว่ามาตรการภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มใช้หลัง 24 ก.ค. จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุนของไทย โดยไทยอาจถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งในอาเซียน
- ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง เช่น กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และการส่งออกที่อาจชะลอตัว ซึ่งมาตรการภาษีใหม่จะเข้ามาซ้ำเติมปัญหา
- เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การทุจริต และสร้างความโปร่งใส เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดผลจริง
นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตือนว่า การบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 มีความเสี่ยงกระทบภาคการส่งออก การลงทุน และเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายพชร ระบุว่า แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัว 23.1% ในเดือนเมษายน ก่อนชะลอลงเหลือ 10.6% ในเดือนพฤษภาคม จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผล แต่การเติบโตดังกล่าวยังไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากกำลังซื้อยังอ่อนแอ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 7.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน และหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงถึง 85.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
พร้อมกันนี้ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การแก้ปัญหาทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น การสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของภาครัฐ รวมถึงการกำกับดูแลการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้เป็นไปตามกฎหมายและคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
นายพชร กล่าวว่า การตรวจสอบและจัดการกับปัญหาทุจริตถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน
สำหรับการลงทุนใน Data Center เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI นั้น แม้ไทยเดินมาถูกทิศทาง แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำและการกระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่น
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นายพชร อธิบายว่า ปัจจุบันไทยอยู่ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% เท่ากับประเทศอาเซียนอื่น และจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ก่อนเปลี่ยนไปใช้มาตรา 301 ซึ่งไทยถูกเสนออัตราภาษี 12.5% สูงกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียที่อยู่ระดับ 10%
นายพชร ระบุว่า มาตรา 301 แตกต่างจากมาตรา 122 เพราะไม่ใช่มาตรการชั่วคราว โดยสามารถมีผลบังคับใช้นานหลายปี และหากประเทศคู่ค้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ก็อาจถูกใช้มาตรการทางการค้าเพิ่มเติมได้อีก
“มาตรา 301 ไม่ใช่มาตรการที่จะหมดไปเองตามเวลา ผู้ที่รอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยไม่ปรับตัว อาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป” นายพชร กล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญมาตรการภาษีมาตรา 232 สำหรับสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม รวมทั้งการตรวจสอบสินค้ากลุ่ม Negative List ซึ่งครอบคลุมสินค้าส่งออกสำคัญของไทย และอาจซ้ำเติมภาคส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ
ในมุมมองตลาดทุน นายพชร ประเมินว่า มาตรการภาษีดังกล่าวจะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน การผลิต และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง
พร้อมชี้ถึง 3 จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวหลังหมดแรงเร่งส่งออกล่วงหน้า การถูกตรวจสอบกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม และการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด ซึ่งจะพิจารณาทั้งเจ้าของโรงงาน แหล่งที่มาของชิ้นส่วน และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
นายพชร เห็นว่า หากไทยไม่สามารถเจรจาและปรับตัวได้ทัน ประเทศอาจเสียเปรียบในการแข่งขันกับมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเร่งยกระดับศักยภาพของตนเอง
ท้ายที่สุด นายพชร ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่หากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน เงินกระตุ้นอาจถูกภาระหนี้ของภาคเอกชนและครัวเรือนดูดซับจนไม่สามารถสร้างผลิตภาพในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
“คำถามไม่ใช่ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร แต่คือจะทำให้เงินที่อัดฉีดลงไปสร้างผลิตภาพในระบบเศรษฐกิจได้จริงอย่างไร หากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพร้อมกัน เงินกระตุ้นก็อาจละลายไปโดยไม่เกิดผลตามที่ตั้งใจ” นายพชร กล่าว







