
ลุ้นผลพรุ่งนี้ 06.00 น. รายชื่อผ่านบัตรสวัสดิการ 9.5 ล้านคน ผู้พลาดสิทธิโยกใช้ ไทยช่วยไทยพลัส
บอร์ดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเคาะผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน 18.8 ล้านคน พลาดสิทธิ 9.3 ล้านราย เปิดเช็กผล 17 ก.ค. 06.00 น. พร้อมอุทธรณ์ ส่วนผู้ถือบัตรเดิมที่หลุดเกณฑ์เตรียมโยกใช้ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40"
KEY
POINTS
- ประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันที่ 17 ก.ค. เวลา 06.00 น. โดยมีผู้ได้รับสิทธิ์จำนวน 9.5 ล้านคน
- ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 9.3 ล้านคน สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้ผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรอง สามารถเข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เพื่อรับการช่วยเหลือต่อเนื่อง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม มีมติเห็นชอบผลการคัดกรองผู้มีสิทธิรับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนและกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 18.8 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 14% ของประชากรไทย ส่งผลให้มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์รวมกว่า 9.3 ล้านคน ก่อนเปิดให้ตรวจสอบผลพร้อมกันในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น.
ทั้งนี้ยืนยันว่า ผลการคัดกรองครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ โดยนำฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาเชื่อมโยงและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่มีความจำเป็นจริง
สำหรับ ผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่มายืนยันสิทธิ 12.7 ล้านคน จากฐานเดิม 13.18 ล้านคน กลุ่มรายชื่อเดิมของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 7.4 แสนคน จาก 1.05 ล้านคน และกลุ่มเปราะบางที่สำรวจเพิ่มเติมอีก 5.4 ล้านคน
เกณฑ์ใหม่ทำยอดผู้ผ่านลด เหลือเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง
นายวินิจ ระบุว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิลดลงจากรอบปี 2565 ซึ่งเคยมีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน เหลือ 9.5 ล้านคน เนื่องจากใช้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและเชื่อมโยงข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน และการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินได้แม่นยำขึ้น
จากการคัดกรอง พบว่า มีผู้ถือบัตรเดิม 5.75 ล้านคน ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เดิม และมีผู้ถูกตัดสิทธิจาก เกณฑ์ใหม่อีก 3.55 ล้านคน รวมผู้ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 9.3 ล้านคน
"กระทรวงการคลังยืนยันว่า การลดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ ไม่ได้เกิดจากการจำกัดงบประมาณ แต่เป็นการปรับระบบให้สวัสดิการมุ่งช่วยเหลือผู้ที่ยากจนและเปราะบางที่สุดอย่างแท้จริง"
เปิดเช็กผล 17 ก.ค. พร้อมอุทธรณ์ถึงสิ้นเดือน
ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบผลการคัดกรองได้ตั้งแต่ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น. ผ่าน เว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชัน เป๋าตัง แอปพลิเคชัน ทางรัฐ และหน่วยงานรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
โดยผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่น ขอทบทวนสิทธิ ได้ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569
ทั้งนี้ ผู้ผ่านเกณฑ์ที่เป็นผู้ถือบัตรเดิมจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ส่วนผู้ได้รับสิทธิรายใหม่และผู้ที่อุทธรณ์ผ่าน จะเริ่มรับสิทธิตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569
คนพลาดสิทธิไม่ต้องกังวล คลังชง ครม. โยกเข้า "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40"
"สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เดิมที่ไม่ได้มายืนยันสิทธิ หรือ ลงทะเบียนแล้วแต่ไม่ผ่านการคัดกรอง กระทรวงการคลังเตรียมเสนอเรื่องต่อ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และเสนอ ครม.)เพื่อให้สามารถรับสิทธิในโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ได้ต่อเนื่อง เบื้องต้นเตรียมรองรับไว้ประมาณ 6 ล้านสิทธิ โดยผู้ได้รับสิทธิจะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือขาดช่วงในช่วงเปลี่ยนผ่านของโครงการ"
ส่วนกลุ่มที่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยและ พม. รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ไม่ผ่านการคัดกรอง พบว่าส่วนใหญ่ได้รับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 อยู่แล้ว จึงจะให้ทั้งสองหน่วยงานลงพื้นที่สำรวจเพิ่มเติม เพื่อจัดมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมและป้องกันการได้รับสิทธิซ้ำซ้อน
นายวินิจ กล่าวว่า การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้มีฐานข้อมูลที่สมบูรณ์และแม่นยำกว่าครั้งก่อน ทำให้คัดกรองผู้มีสิทธิได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยผู้ผ่านเกณฑ์คิดเป็น 14% ของประชากร และกว่า 40% เป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไม่ต้องกังวล เพราะยังได้รับการดูแลผ่านสวัสดิการอื่น เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยช่วยเหลือจาก พม. และมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะนำข้อมูลจากการลงทะเบียนครั้งนี้ไปพัฒนาระบบ Negative Income Tax (NIT) เพื่อจัดสวัสดิการให้เหมาะกับประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยย้ำว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการสวัสดิการของรัฐ ไม่ใช่สวัสดิการเพียงรูปแบบเดียว







