
คาดอุตฯเสี้ยงสัตว์ปีนี้ทรงตัว
เอกชนคาดอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ไทยโตแบบทรงตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจ คาดส่งออกเนื้อสัตว์ขยายตัว 5-10 %
เอกชนคาดอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ไทยโตแบบทรงตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจ คาดส่งออกเนื้อสัตว์ขยายตัว 5-10 %
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานเสวนา เรื่อง “อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ จะรุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ว่า ทิศทางอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในปี 2553 มีอัตราการเติบโตแบบทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ตามแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ โดยปัจจัยต้นทุนอาหารสัตว์ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากจนมีผลต่อต้นทุนการเลี้ยงสัตว ซึ่งทำให้การส่งออกเนื้อสัตว์ในปีนี้จะขยายตัว 5-10% จากมูลค่าการส่งออกรวม 1.5 แสนล้านบาท
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การรส่งออกเนื้อสัตว์ ทั้งไก่ โคเนื้อและ สุกร น่าจะใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) มาเป็นโอกาสที่ดีในการขยายตลาดส่งออกของไทย โดยเฉพาะการส่งออกโคเนื้อ สุกร ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลจากอาฟต้าก็ส่งผลกระทบกับพืชเกษตรบางประเภทเนื่องจากไม่มีการกำหนดโควต้า ซึ่งรัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลือจากเงินกองทุนปรับโครงสร้างการเกษตรมาดูแล
สำหรับการส่งออกไก่เนื้อปีนี้มีน่าจะอยู่ที่ 4 แสนตัน เน้นสินค้าประเภทไก่สุก เป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ในขณะที่ปริมาณไข่ไก่ ที่จะออกสู่ตลาดปีน่าจะอยู่ที่ 1 หมื่นล้านฟอง ซึ่งเป็นปริมาณที่เกินความต้องการทุกๆปี ดังนั้นรัฐจึงมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น หรือบางช่วงก็อาจมีการส่งออกไปบ้าง ส่วนทางการเลี้ยงสุกร ปี 2553 จะมีจำนวนสุกร อยู่ที่ 12 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 % สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นเพราะประชาชนจะมีรายได้ที่ดีมีกำลังบริโภคเนื้อสุกรได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของชาวนา และชาวไร่
นายเสรี เด่นวรลักษณ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังในปี 2553 ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งของอาหารสัตว์ นั้น คาดว่าจะมีปริมาณหัวมันลดลง เหลือ 22 ล้านตัน/ปี จากปีก่อนี่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 30 ล้านตัน/ปี ส่งผลให้ราคาหัวมันปีนี้อยู่ที่ประมาณ 2-2.30 บาท/ก.ก.ม ซึ่งเป็นราคาที่ดีกับเกษตรกร แม้ว่ากำลังการผลิตจะลดลงแต่จะไม่มีปัญหาจนถึงขั้นขาดแคลนเนื่องจากมีปริมาณสต๊อกมันฯของปีที่แล้วมาชดเชยปริมาณความต้องการได้อย่างเพียงพอ
สำหรับปริมาณการใช้มันสำปะหลังในปีนี้ จำนวน 22 ล้านตัน แยกเป็นมันเส้นและมันอัดเม็ด 11 ล้านตัน แป้งมันสำปะหลัง 15 ล้านตัน ส่วนที่เหลือเป็นการผลิตเอทานอล ซึ่งในปีนี้กำลังการผลิตเอทานอลจะมีจำนวน 3 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมากกว่าปีก่อนที่มีการผลิตเอทานอลอยู่ที่ 1 ล้านตัน /วัน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าแม้กำลังการผลิตมันฯปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่จะไม่มีปัญหากรณีการแย่งพืชวัตถุดิบระหว่างการบริโภคและพืชพลังงาน เนื่องจากการผลิตเอทานอลยังมีพืชชนิดอื่นที่สามารถผลิตได้ เช่นกากน้ำตาล(โมลาส)







