
คลังชี้ Net Zero คือโอกาสทำกำไร ชูยุทธศาสตร์ 5T ดึงลงทุน-ปั้นไทยรายได้สูง
อาร์ชวัส ผู้ช่วย รมต.คลัง เผยธุรกิจยุคใหม่ "กำไร-สิ่งแวดล้อม" คือเรื่องเดียวกัน กางยุทธศาสตร์ 5T พลิกโฉมอุตสาหกรรม ดึงลงทุน 2.2 แสนล้าน มุ่งเป้าประเทศรายได้สูงใน 12 ปี
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังชี้ว่าเป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถสร้างกำไรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้
- รัฐบาลเสนอยุทธศาสตร์ "5T" เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุน โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม
- เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตและยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยภายใต้ความท้าทายเศรษฐกิจโลก” ในงานสัมมนา Road to Net Zero 2026 : Energy Transition เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ว่า ภาคธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการลดคาร์บอนและการดำเนินธุรกิจสีเขียว เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ “กำไร” และ “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งกันอีกต่อไป แต่เป็นเป้าหมายเดียวกันที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้
โดย ยกตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกใบแจ้งหนี้กระดาษ การหายไปของแผ่นซีดี หรือการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจสื่อสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดการใช้ทรัพยากร และลดการปล่อยคาร์บอนในเวลาเดียวกัน โดยหลายองค์กรกลายเป็น “ฮีโร่ด้านสิ่งแวดล้อม” โดยไม่รู้ตัว เพราะการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลับส่งผลเชิงบวกต่อโลกมากกว่าหลายโครงการลดคาร์บอนโดยตรงเสียอีก
“ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอนาคต ไม่ใช่ธุรกิจที่ต้องเลือกระหว่างกำไรกับสิ่งแวดล้อม แต่คือธุรกิจที่สามารถสร้างการเติบโต สร้างผลตอบแทน และดูแลโลกไปพร้อมกันได้ เพราะในโลกยุคใหม่ ความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนพลังงาน การเข้าถึงเงินลงทุน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว” นายอาร์ชวัส กล่าว
นายอาร์ชวัส ระบุว่า ในฐานะที่เคยเป็นนักลงทุนอิสระมาก่อนไม่ได้มองหาเพียงธุรกิจที่ช่วยโลก แต่ต้องเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง เพราะนั่นคือโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและเติบโตได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงกติกาการค้าโลกใหม่ที่เชื่อมโยงกับการลดคาร์บอนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในอนาคต
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และเทคโนโลยีขั้นสูง เริ่มให้ความสำคัญกับความพร้อมด้านพลังงานสะอาดมากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนระยะยาว “Green Transition ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขของการแข่งขัน หากไทยไม่มีพลังงานสะอาดที่เพียงพอและมีเสถียรภาพ เงินลงทุนก็จะไหลไปยังประเทศอื่น
สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กระทรวงการคลัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้วางยุทธศาสตร์ “5T” เป็นแกนหลัก ประกอบด้วย
T1. คือ คTransition ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า ใช้ Big Data ทำให้เงินภาครัฐเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตรงจุด เช่น “ไทยช่วยไทยพลัส” มีผู้ใช้กว่า 26 ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1 ล้านราย
T2. คือ Transition การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ในปี 2580 ผ่านพลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Direct PPA และระบบกักเก็บพลังงาน
T3 คือ Transform การใช้พลังงานสะอาดยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม สร้างเศรษฐกิจสีเขียวใหม่ มีโครงการ BOI ด้านพลังงานสีเขียว 108 โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท พร้อมดัน Thailand Fast Pass ดึงลงทุน 223,000 ล้านบาท
T4 คือ Transparent การเพิ่มความโปร่งใสภาครัฐด้วยดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูล ลดความไม่แน่นอนทางธุรกิจ ส่งผลให้อันดับความโปร่งใส IMD ดีขึ้นจาก 30 เป็น 26
T5 คือ Together รัฐ และภาคเอกชนทำงานร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐสร้างกติกาและโครงสร้างพื้นฐาน เอกชนลงทุนและนวัตกรรม ผ่าน PPP, Thailand Future Fund และ กรอ.
ทั้งนี้ ภายใต้แผน PDP 2024 ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ในปี 2580 จากปัจจุบันราว 20% พร้อมเดินหน้าสนับสนุนพลังงานสะอาดในหลายด้าน ทั้งระบบ Direct PPA การลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม
ด้านการลงทุน รัฐบาลผลักดันโครงการ Thailand Fast Pass ที่รวมการทำงานของ 8 หน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการลงทุน ปัจจุบันมีนักลงทุนเข้าร่วมแล้ว 25 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาสแรกปี 2569 มีโครงการลงทุนพลังงานสีเขียวที่ยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI แล้ว 108 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านบาท
นายอาร์ชวัส ระบุว่า เป้าหมายของรัฐบาลคือผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเกิน 3% ภายใน 4 ปี เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ให้เกิน 30% และยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
“วันนี้ไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center Semiconductor และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญในอนาคต” นายอาร์ชวัส กล่าว







