posttoday
สันติธาร ชี้ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย เหตุเสถียรภาพศก.ยังแข็งแกร่ง

สันติธาร ชี้ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย เหตุเสถียรภาพศก.ยังแข็งแกร่ง

24 มิถุนายน 2569

สันติธาร ชี้ไทยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจแข็งแรง ไม่ถูกบีบขึ้นดอกเบี้ยเหมือนหลายประเทศ แนะ กนง.ยึดปัจจัยในประเทศ พร้อมเร่งลงทุนดันจีดีพีโตเกิน 3%

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวถึง ทิศทางเศรษฐกิจไทยและการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีประชุมในวันนี้ 25 มิ.ย.2569 ว่า มองว่าจุดแข็งสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันคือการมี เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่ยังอยู่ในระดับดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของค่าเงินจนไม่สามารถดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างเต็มที่

ทำให้ หลายประเทศแม้เศรษฐกิจยังไม่พร้อม แต่กลับถูกบังคับให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่อยู่ในจุดดังกล่าว จึงมีความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยมากกว่า

ข้อดีสำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้คือ การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำให้การกำหนดนโยบายดอกเบี้ยของไทยสามารถยึดตามสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศได้เป็นหลัก และไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงเพราะประเทศอื่นดำเนินการในทิศทางเดียวกัน
 

"เราเห็นตัวอย่างในหลายประเทศที่เศรษฐกิจยังไม่พร้อม แต่ถูกบีบให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพราะค่าเงินผันผวนรุนแรง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวมาก โชคดีที่ไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดนั้น มองว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความยืดหยุ่นมากกว่าหลายประเทศ โดยจากการติดตามมุมมองของตลาดล่าสุด ยังไม่เห็นปัจจัยใหม่ที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกนง." ดร.สันติธารกล่าว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก มองว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยยุคดอกเบี้ยขาลงของเฟดได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นทั่วโลก  ส่งผลให้หลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านค่าเงินและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น
 

อย่างไรก็ตาม ไทยยังถือว่ามีความผันผวนของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าหลายประเทศ เนื่องจากมีฐานะด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าในหลายมิติ แต่ในโลกยุคใหม่ที่เงินทุนมีต้นทุนสูงขึ้น นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่าง เสถียรภาพ และ การเติบโต

ดร.สันติธารกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ไทยขาดในเวลานี้ไม่ใช่เสถียรภาพ แต่คือ "Growth Story" หรือเรื่องราวการเติบโตใหม่ที่จะดึงดูดนักลงทุน เพราะหากประเทศมีเพียงเสถียรภาพแต่ไม่มีศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจ ก็อาจไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เพียงพอ

ในระยะ 4 ปีข้างหน้า เห็นว่าเป้าหมายเศรษฐกิจสำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่ การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตเฉลี่ยเกิน 3% ต่อปี การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีให้กลับไปใกล้ระดับ 30% จากปัจจุบันที่อยู่เพียง 22-23% และการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ติดอันดับ 20 ประเทศแรกของโลก

ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป้าหมายทั้งหมดเป็นเรื่องท้าทาย แต่ยังมีความเป็นไปได้ หากภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง

การลงทุนของไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากภาครัฐ แต่มาจากภาคเอกชน รัฐจึงต้องทำหน้าที่ช่วยเร่งให้เอกชนลงทุนมากขึ้น ผ่านมาตรการ Fast Pass การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่าง ๆ ที่ขัดขวางการตัดสินใจลงทุน

"เป้าหมายการเพิ่มการลงทุนต่อจีดีพีเป็น 30% มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นตัวแปรหลักที่จะช่วยผลักดันทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน โดยไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับดังกล่าวอีกเลยนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540" 

ส่วนเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีนั้น อ้างอิงจากผลการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในทุกด้านได้สำเร็จ จะช่วยย่นระยะเวลาในการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเด็นความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ มองว่าโจทย์เร่งด่วนที่สุดในเวลานี้คือการทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากพอก่อน เพราะปัจจุบัน ขนาดเค้กเศรษฐกิจ ของไทยเติบโตช้า เมื่อรวมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม จึงยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อการลงทุนใหม่เกิดขึ้น ไทยต้องใช้โอกาสดังกล่าวสร้างการกระจายรายได้ควบคู่กันไป โดยเฉพาะการดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

โดย ยกตัวอย่างโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในอดีต ซึ่งเริ่มต้นจากการลงทุนของบริษัทต่างชาติ ก่อนจะค่อย ๆ สร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับทักษะแรงงานในประเทศ จนเกิดการสร้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ส่วนกรณีความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชั้นสูงนั้น ในระยะสั้นเป็นลักษณะของการปรับฐานมากกว่าการยืนยันว่าเป็นฟองสบู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มดังกล่าวจำนวนมาก เมื่อทิศทางตลาดเปลี่ยน นักลงทุนจึงเทขายหุ้นที่เคยได้รับความนิยมสูงออกมามากเป็นพิเศษ ซึ่งยังต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด
 

ข่าวล่าสุด

AirAsia MOVE ผนึก ททท. ใช้ Big DATA - AI ยกระดับการท่องเที่ยว

AirAsia MOVE ผนึก ททท. ใช้ Big DATA - AI ยกระดับการท่องเที่ยว