posttoday
14 ปี Yunomori ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย กำลังจะเปิดโรงแรมเวลเนส

14 ปี Yunomori ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย กำลังจะเปิดโรงแรมเวลเนส

10 มิถุนายน 2569

ถอดเส้นทาง 14 ปี Yunomori Onsen & Spa ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย โตท่ามกลางทุกวิกฤต ขยายอาณาจักร 4 สาขา และกำลังจะมีโรงแรมเวลเนสของตัวเอง กลางกรุงฯ

KEY

POINTS

  • เส้นทาง 14 ปี Yunomori Onsen & Spa ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย โตท่ามกลางทุกวิกฤต
  • ขยายอาณาจักร 4 สาขา ทั้งในไทยและต่างประเทศ 
  • กางแผนหลังเข้าตลาดฯ กำลังจะมีโรงแรมเวลเนส (Wellness Hotel) ของตัวเอง กลางกรุงฯ 

 

หากย้อนไปเมื่อ 13-14 ปีก่อน ตลาดเวลเนส (Wellness) ไทยในยุคนั้นยังหมุนอยู่รอบธุรกิจสปาและนวดเพื่อสุขภาพ ซึ่งแม้จะเติบโตต่อเนื่อง แต่รูปแบบบริการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก 

 

ทว่าเมื่อกระแสวัฒนธรรมญี่ปุ่นเริ่มแทรกซึมเข้ามาในวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการบางกลุ่มก็เริ่มมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในศาสตร์การพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายแบบญี่ปุ่น จึงนำไปสู่การถือกำเนิดของธุรกิจออนเซ็นในไทย 

 

แม้วันนี้จะยากที่จะชี้ชัดว่าใครคือผู้จุดประกายวัฒนธรรมออนเซ็นในไทยเป็นรายแรก แต่หากเปิดหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจเวลเนสไทย ชื่อของ "Yunomori Onsen & Spa" หรือ เรียกสั้น ๆ ว่า "ยูโนะโมริ" ย่อมเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่ถูกกล่าวถึงเสมอ

 

จากวงสนทนากับนักธุรกิจญี่ปุ่น สู่การเปิดออนเซ็นในไทย

 

บ่ายวันหนึ่ง “โพสต์ทูเดย์” ได้เดินทางมาสัมผัส “ยูโนโมริ” สาขาสุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ 

 

ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้าไปในร้าน ความวุ่นวายของกรุงเทพฯ เหมือนถูกทิ้งไว้ด้านนอก

 

ในสถานที่แห่งนี้ แม้จะเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายสัญชาติที่เข้ามาใช้บริการ แต่บรรยากาศกลับเงียบสงบ มีเพียงกลิ่นอายของญี่ปุ่นแทรกอยู่ในทุกมุม ตั้งแต่สวนสีเขียว น้ำตกเล็ก ๆ และเสียงน้ำไหลเบา ๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายจนแทบอยากเอนตัวหลับ

 

ซึมซับกับบรรยากาศ ไม่นานนัก "สมิทธิ์ เมฆอรุณกมล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Yunomori Onsen & Spa ก็เดินเข้ามา เพื่อร่วมบทสนทนากับเราเพื่อเล่าถึงเส้นทางของธุรกิจที่เขาปลุกปั้นมากับมือ พร้อมกับอัปเดตแผนธุรกิจหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2568 ที่ผ่านมา 

 

https://www.posttoday.com/business/stockholder/729870

 

14 ปี Yunomori ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย กำลังจะเปิดโรงแรมเวลเนส

 

คำถามแรกที่ชวนคุยเป็นคำถามสุดเบสิก คือ Yunomori แปลว่าอะไร?

 

สมิทธิ์ อธิบายว่า "Yu" ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง "น้ำร้อน" ส่วน "Mori" หมายถึง "ป่า" หรือ "พงไพร" เมื่อนำมารวมกัน จึงมีความหมายถึง "การแช่น้ำร้อนท่ามกลางธรรมชาติ" เป็นชื่อที่สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนไม่ต่างจากบรรยากาศที่อยู่รอบตัวเราในขณะนั้น

 

จากชื่อแบรนด์ เขาเล่าเรื่องราวย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

 

สมิทธิ์เล่าว่า ก่อนจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจออนเซ็นและสปา เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสายโฆษณา อยู่กับเอเจนซีชื่อดังแห่งหนึ่ง และเคยทำธุรกิจร้านอาหารมาก่อน

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาทำออนเซ็นและสปา เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นถึงความเป็นไปได้ในการนำร้านอาหารไปเปิดสาขาที่ประเทศญี่ปุ่น

 

แต่แทนที่จะคุยเรื่องร้านอาหารต่อ บทสนทนาระหว่างเขากับชาวญี่ปุ่น กลับพาไปสู่อีกเรื่องหนึ่งคือ

 

"ทำไมเมืองไทยยังไม่มีออนเซ็นสำหรับชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานอยู่ในประเทศ"

 

สมิทธิ์ เล่าต่อว่า ในเวลานั้น กลุ่มชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไทย หรือ Expat มีจำนวนไม่น้อย แต่ยังไม่มีสถานที่ที่ตอบโจทย์วัฒนธรรมการแช่น้ำร้อนแบบบ้านเกิดของพวกเขา

 

พอไอเดียเกิด เขาจึงมองเห็นโอกาสธุรกิจที่จะสร้างความแตกต่าง เพราะถ้าย้อนไป 14 ปีที่แล้วธุรกิจสปาเหมือนกันไปหมด ทั้งกลิ่น ชุดพนักงาน และทรีตเมนต์ เขาจึงมีแนวคิดนำวัฒนธรรม ออนเซ็นญี่ปุ่นมาบวกกับศาสตร์การนวดไทยมาเป็นจุดขายเพื่อสร้างเรื่องราวที่แตกต่าง

 

14 ปี Yunomori ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย กำลังจะเปิดโรงแรมเวลเนส

 

สาขาแรกสุขุมวิท 26 เปิดเพื่อคนญี่ปุ่น แต่คนไทยกลับเยอะ

 

ยูโนะโมริ เปิดสาขาแรกที่ ซ.สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ แม้ในวันแรกจะตั้งเป้าที่กลุ่มคนญี่ปุ่น แต่เมื่อเปิดจริง คนไทยกลับเข้ามาใช้บริการเยอะ ทำให้เห็นว่าการแช่น้ำร้อนและซาวน่าเป็นสิ่งที่คนไทยชอบอยู่แล้ว

 

กระแสตอบรับที่ดีทำให้ยูโนโมริเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังเปิดดำเนินการได้เพียง 4 ปี บริษัทตัดสินใจขยายธุรกิจเพิ่มอีก 2 แห่ง ทั้งในพัทยาและสิงคโปร์ ซึ่งเปิดตัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

สมิทธิ์บอกว่า เดิมทีแผนของบริษัทต้องการเปิดสาขาพัทยาก่อน แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นการก่อสร้างใหม่ทั้งหมด ทำให้ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้สาขาสิงคโปร์เปิดให้บริการได้ก่อน ก่อนจะมีสาขาที่ 4 คือย่านสาทร 10 และตามด้วยทองหล่อ สาขาที่ 5 ที่จะเปิดตามมาอีกไม่นาน 

 

การเปิดสาขาสิงคโปร์ จุดชนวนความสงสัยขึ้นทันที ว่าทำไมเขาเลือกที่ไปต่างประเทศทันที

 

เขาเล่าให้ฟังว่า เกิดจากการมองเห็น "ช่องว่าง" บางอย่างในตลาด เพราะ ธุรกิจสปาในสิงคโปร์มีลักษณะคล้ายกับประเทศไทยในอดีต คือผู้ประกอบการจำนวนมากให้บริการในรูปแบบใกล้เคียงกัน ขณะที่ผู้บริโภคชาวสิงคโปร์มีความคุ้นเคยกับการนวดไทยและวัฒนธรรมออนเซ็นอยู่แล้ว อีกทั้งหลักคิดธุรกิจ

 

"การไปสิงคโปร์เป็นส่วนหนึ่งของความทะเยอทะยานของเรา ผมยึดหลักคิดการเป็นผู้บุกเบิก เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเวิร์ค ต้องรีบต่อยอดและรับความเสี่ยงเพื่อรักษาข้อได้เปรียบนี้ทันที" เขากล่าว

 

พร้อมกับบอกว่า มีความคิดอยากขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาค และการออกไปต่างประเทศจะทำให้ได้เรียนรู้วิธีวางระบบธุรกิจ เข้าใจการบริหารจัดการในตลาดใหม่ ๆ รวมถึงมองเห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในระดับสากลมากขึ้น

 

ซึ่งสิ่งที่เห็นคือ แม้ค่าครองชีพของสิงคโปร์จะอยู่ในระดับสูง โดยค่าบริการนวดเฉลี่ยอาจแตะราว 2,000 บาทต่อชั่วโมง แต่ยูโนโมริก็ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด

 

14 ปี Yunomori ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย กำลังจะเปิดโรงแรมเวลเนส

 

จดทะเบียนเข้าตลาดสร้างฐานที่มั่น 

 

การเติบโตตลอดระยะเวลา 14 ปี ทำให้ ยูโนะโมริ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตขององค์กรในระยะยาว โดยเงินทุนที่ได้รับถูกนำไปใช้ในการขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเวลเนสรวมถึงการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานในทุกมิติ 

 

กำลังจะมี Wellness ครบวงจร และโรงแรมของตัวเอง 

 

สมิทธิ์ บอกว่า ยูโนะโมริ มีแผนขยายการเติบโตต่อเนื่อง เร็ว ๆ นี้กำลังจะมี สาขาที่ 5 แถวทองหล่อ (ซอย 17) อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนพื้นที่ 2.5 ไร่ คาดว่าจะเปิดตัว ปลาย Q2 ปีหน้า จะเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวขนาด 70-80 ห้อง คอนเส็ปเพื่อความครบวงจร ทั้งสปา ออนเซ็น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และกิจกรรมเวลเนส

 

“เราทำเป็นโรงแรม เพราะเห็นว่าตลอด 14 ปี ผมเห็นคนลากกระเป๋าเดินทางมาที่ยูโนะโมริเยอะมาก เพราะไม่มีที่ไปหลังเช็คเอาท์ หรือรอเช็คอิน การสร้างโรงแรมนี้จึงจะมาซัพพอร์ตนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้โดยเฉพาะ”

 

ส่วนแผนอื่น ๆ เขาบอกว่า มีความคิดอยากไปเปิดตลาดเวียดนาม ที่โฮจิมินห์ เพราะมองว่า เวียดนามมีอัตราการเติบโตของ Wellness สูงถึง 15% สูงกว่าไทยและค่าเฉลี่ยโลก และมีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก 

 

ไม่มีอะไรแน่นอน  อย่าเทหมดหน้าตัก 

 

ท้ายบทสนทนา เมื่อถามสมิทธิ์ว่า ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา เขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำธุรกิจบ้าง

 

ผู้บริหารยูโนโมรินิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า สิ่งที่แน่นอนที่สุดของการทำธุรกิจ คือ "ไม่มีอะไรแน่นอน"

 

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาพบว่าทุกครั้งที่วางแผนขยายธุรกิจ มักมีปัจจัยที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ จนทำให้เขาเชื่อว่า การบริหารความเสี่ยงเป็นทักษะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการ และไม่ควร "เทหมดหน้าตัก" กับการเดิมพันเพียงครั้งเดียว

 

อย่าง สาขาแรกที่สุขุมวิท 26 กำลังก่อสร้างก็ต้องเผชิญกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศไทย ขณะที่สาขาสาทร ซึ่งเป็นสาขาที่ 4 ของบริษัท ก่อสร้างเสร็จพร้อมเปิดให้บริการ กลับต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ทันที เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับลูกค้า รายได้จากนักท่องเที่ยวแทบหายไปเป็นศูนย์ในชั่วข้ามคืน

 

ขณะที่ปัจจุบัน ระหว่างการพัฒนาโครงการสาขาที่ 5 ในย่านทองหล่อ บริษัทก็ต้องเผชิญความท้าทายรอบใหม่จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาตั๋วเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระทบต่อกำลังซื้อและการเดินทางของนักท่องเที่ยวในอนาคต

 

ความหมายของสปา เปลี่ยนเป็นฟื้นฟูร่างกาย 

 

บทเรียนทั้งหมดทำให้เขามองอนาคตของธุรกิจเวลเนสอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยโอกาส

 

สมิทธิ์ เชื่อว่า ความหมายของคำว่า "สปา" กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้คนเข้ามาเพื่อคลายเมื่อย กลายเป็นการดูแลสุขภาพเชิงลึกมากขึ้น ทั้งในมิติของการฟื้นฟูร่างกาย (Recovery) การมีอายุยืนยาว (Longevity) และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Wellness)

 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ยังเปลี่ยนจากการดูแลสุขภาพคนเดียว ไปสู่การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนใกล้ชิดมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Social Wellness นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ยูโนโมริกำลังปรับบริการและพื้นที่ต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์การใช้งานแบบกลุ่มมากขึ้น

 

พร้อมวางตำแหน่งธุรกิจให้เป็นส่วนหนึ่งของ Passive Wellness หรือการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อสร้างสมดุลให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบในแต่ละวัน

 

สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในระยะสั้น เขาตั้งเป้าเติบโตราว 10% โดยเน้นการเพิ่มยอดขายจากสาขาเดิม (Same-store Sales Growth) ควบคู่กับการขยายบริการใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

14 ปี Yunomori ผู้ปลุกวัฒนธรรมออนเซ็นญี่ปุ่นในไทย กำลังจะเปิดโรงแรมเวลเนส

ก่อนจบบทสนทนา สมิทธิ์ ทิ้งมุมมองที่สะท้อนตัวตนของเขาในฐานะผู้ประกอบการไว้อย่างน่าสนใจว่า

 

"ธุรกิจของผมคือการบริหารคน"

 

เขามองว่า ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง งานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางควรปล่อยให้คนที่เก่งกว่ารับผิดชอบ ขณะที่หน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำ คือการสร้างแรงบันดาลใจ สื่อสารวิสัยทัศน์ และทำให้ทุกคนในองค์กรเห็นภาพอนาคตร่วมกัน

 

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเผชิญวิกฤตใด การมีทีมงานที่เชื่อในเป้าหมายเดียวกัน คือสิ่งที่พาธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา และจะยังเป็นหัวใจสำคัญของยูโนโมริในอนาคตเช่นกัน

 

ข่าวล่าสุด

ซีพี ผนึก อว. ดัน Talent Mobility เชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจจริง เร่งต่อยอด AI–Future Food–Biotech สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มขีดการแข่งขันไทย

ซีพี ผนึก อว. ดัน Talent Mobility เชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจจริง เร่งต่อยอด AI–Future Food–Biotech สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มขีดการแข่งขันไทย