
BAM ลุย 5 บิ๊กโปรเจกต์ ทรานส์ฟอร์มองค์กร ย้ำกำไรปี 69 ตามนัด 2,000 ล้าน
ปรับโมเดลธุรกิจเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ช่วยรายย่อยปลดหนี้ผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ตัดดอกเบี้ยค้างชำระ จ่ายเพียงเงินต้น รุก 5 เมกะโปรเจกต์ ย้ำปี 69 กำไร 2,000 ล้านบาท ยอดเรียกเก็บ 17,900 ล้านบาท
KEY
POINTS
- BAM เดินหน้า 5 เมกะโปรเจกต์เพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กร (BAMX Transformation) ครอบคลุมการปรับโครงสร้างหนี้ การขายทรัพย์สิน และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน
- ย้ำเป้าหมายกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 2,000 ล้านบาท โดยจะเร่งระบายทรัพย์สินที่มีมาร์จิ้นมากขึ้น เน้นการระบายทรัพย์ชิ้นกลาง และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างการเติบโต
- ปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรจากผู้เรียกเก็บหนี้สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยที่พุ่งสูงเกินกว่า 90% ของ GDP ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ในฐานะผู้เล่นหลักในธุรกิจ AMC ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเป็นเพียงผู้เรียกเก็บหนี้ สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่มุ่งเน้นการรักษา “โรคหนี้” ให้กับคนไทย เพื่อให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากสามารถกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้ง
สร้างความเข้มแข็งจากภายใน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ระบุว่า BAM เริ่มต้นด้วยการปรับปรุง “สุขภาพทางการเงิน” ของตนเอง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกหนี้
โดยก่อหนี้ให้น้อยลง และใช้สภาพคล่องส่วนตัว ทำให้สามารถลดตัวเลขก่อหนี้ลงมาเหลือ 70,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน จากเกือบ 90,000 ล้านบาท ในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลงมาเหลือ 1.96 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่มธุรกิจ AMC จากในอดีตอยู่ในระดับ 2.7 เท่า และจะรักษาระดับไว้ไม่ให้เกิน 2 เท่า
นอกจากนี้ ยังสามารถลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ลงอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายจะลดให้เหลือเพียง 3% ภายในไตรมาส 3/2569 จากไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 3.26%
5 เมกะโปรเจกต์ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ BAMX Transformation
ในปี 2569 BAM ได้วาง 5 เมกะโปรเจก์ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ BAMX Transformation อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
TDR Format เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ในรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยหรือ “คนตัวเล็ก” สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง เปิดตัวโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ตั้งเป้าหมายอัตราความสำเร็จ (Success Rate) ในการรักษาลูกหนี้ให้หายจากโรคหนี้ที่ 25%
สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน โดยมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี
ทั้งนี้ มีหัวใจสำคัญคือการตัดดอกเบี้ยค้างชำระออกทั้งหมด เพื่อให้ลูกหนี้จ่ายเพียงเงินต้น โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย และ 2.กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี
NPA Format (การปรับโมเดลราคาขายทรัพย์) BAM เปลี่ยนแนวคิดจากการตั้งราคาสูงเพื่อรอการต่อรอง มาเป็นการใช้ “Cost Plus Model” คือการตั้งราคาจากต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม และกำหนดราคาขายเริ่มต้นให้ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 15% เพื่อให้ทรัพย์สามารถระบายออกได้รวดเร็วขึ้นในราคาที่ยุติธรรม
Portfolio Optimization (การทำ Heat Map) เป็นการนำวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาใช้จัดการกับทรัพย์สินรอการขาย (NPA) โดยแบ่งกลุ่มตามระยะเวลาการถือครองเป็นสีเขียว (ไม่เกิน 5 ปี) เหลือง (5-7 ปี) และแดง (เกิน 7 ปี) เพื่อวางแผนระบายทรัพย์อย่างเป็นระบบและป้องกันการถูกลงโทษด้วยการตั้งสำรองสูงหากถือครองทรัพย์เกิน 15 ปี
Process Improvement (การกำหนด SLA และปรับปรุง SOP) มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการกำหนด SLA (Service Level Agreement) เพื่อติดตามเวลาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับหนี้จนถึงการเข้าถึงตัวลูกหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการสังคยนาระเบียบปฏิบัติงาน (SOP) ภายในให้มีความทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากขึ้น
E-marketplace การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเป็น “เต็นท์รถมือสองออนไลน์” สำหรับอสังหาริมทรัพย์ โดยจะเป็นช่องทางขายทรัพย์ NPA ของทั้ง BAM เอง ของบริษัทร่วมทุน (JV) และของพันธมิตรอื่น ๆ ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงลูกค้ายิงตรงไปยังผู้ให้สินเชื่อ (Lender) ได้ทันที
ขยายจักรวาล BAM เพิ่มอีก 4 ราย
ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 4 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามรูปแบบความร่วมมือ
โอนหนี้มาบริหารจัดการ 2 ราย
กลุ่มนี้มีลักษณะเป็นการโอนหนี้มาบริหารจัดการในรูปแบบที่คล่องตัวกว่าการจัดดตั้ง JV AMC เต็มรูปแบบ
รายแรก คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนในช่วงปลายไตรมาส 2/2569 ซึ่ง BAM เตรียมจะประกาศชื่อธนาคารและรายละเอียดอย่างเป็นทางการ รายที่ 2 คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3/2569 มีมูลค่าพอร์ตหนี้อยู่ที่ประมาณรายละ 8,000 ล้านบาท รวม 16,000 ล้านบาท
จัดตั้ง JV AMC อีก 2 ราย
กลุ่มนี้เป็นธนาคารขนาดใหญ่จำนวน 2 ราย ที่ต้องการความชัดเจนทางการกฎหมายและการจัดตั้ง JV AMC อย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการมากกว่า กลุ่มนี้จะมีขนาดพอร์ตที่ใหญ่กว่า โดยคาดว่าจะมีมูลค่าหนี้ประมาณรายละ 17,000 ล้านบาท รวม 34,000 ล้านบาท
จากปัจจุบันมี JV AMC จำนวน 2 ราย ได้แก่ AriAMC ที่ร่วมกับธนาคารออมสิน โดยในไตรมาส 1/2569 มีกำไร 64 ล้านบาท และ ArunAMC ที่ร่วมทุนธนาคารกสิกรไทย มีกำไรในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 15 ล้านบาท
เป้ากำไรปี 69 พุ่ง 2,000 ล้านบาท
สำหรับกำไรสุทธิรวมในปี 2569 ยังคงเป้าหมายไว้ที่ 2,000 ล้านบาท หลังจากไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 217 ล้านบาท โดยกำไรจะไล่ขึ้นในในไตรมา 2-4/2569 โดยไตรมาส 2/2569 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท, ไตรมาส 3/2569 ตั้งเป้าหมายที่ 500 ล้านบาท และไตรมาส 4/2569 ตั้งเป้าหมายที่ 700 ล้านบาท
กลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย คือ การเร่งขายทรัพย์ที่มีส่วนต่างกำไร (Margin) มากขึ้นในช่วงไตรมาสที่เหลือของปีนี้ โดยในปี 2569 BAM จะไม่เน้นการรอขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ แต่จะปรับมาเน้นการระบายทรัพย์ชิ้นกลางมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ให้ได้จำนวนหลายชิ้นแทน เพื่อรักษาโมเมนตัมของกำไรสุทธิให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมไปถึงในปี 2569 จะมีการตั้งสำรองไม่เกิน 1,500 ล้านบาท จากปี 2568 มีการตั้งสำรอง 2,100 ล้านบาท
ทั้งนี้ กำไรในปี 2569 จะมาจาก BAM และบริษัทย่อย 90% อีก 10% มาจากพันธมิตร พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น BAM และบริษัทย่อย 70% ส่วนพันธมิตร เป็น 30% ในระยะถัดไป จากเดิมที่กำไรจะมาจาก BAM และบริษัทย่อย 95% อีก 5% มาจากพันธมิตร
กลยุทธ์สร้างยอดเรียกเก็บปีนี้ 17,900 ล้านบาท
ในปี 2569 BAM ได้วางกลยุทธ์เชิงรุกที่ปรับเปลี่ยนจากการบริหารสินทรัพย์แบบเดิมไปสู่การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยอดเรียกเก็บ 17,900 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ TDR Factory ด้วยการปรับกระบวนการแก้หนี้ จัดกลุ่มลูกหนี้อย่างเป็นระบบ และเสริมทัพด้วย “FA Center” ทำหน้าที่เสมือน “หมอหนี้” ช่วยลูกหนี้ชั้นดีให้กลับมาเดินต่อได้
รวมไปถึง BAM จะเข้าไปซื้อหนี้พอร์ตใหญ่และแบ่งขายต่อให้ AMC รายอื่น เช่น CHAYO ซึ่งถูกกว่าที่เขาไปซื้อหนี้เองในตลาด เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้นจะทำให้มีแต่ “คู่ค้า” ไม่มี “คู่แข่ง”
นอกจากนี้ ยังมีโครงการขายทรัพย์พร้อมผู้เช่า โดยร่วมมือกับ Agent ระดับโลก อย่าง CBRE หรือ Agent Plus เพื่อหาผู้เช่าให้ทรัพย์ก่อนขาย ดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการรายได้ทันที
อีกทั้งยังทำความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เช่น กรมควบคุมโรค กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาถูก
สร้างความเชื่อมั่นหลังราคาหุ้นไม่สะท้อนพื้นฐาน
ดร.รักษ์ มองว่า ธุรกิจ AMC เป็นธุรกิจที่เข้าใจยากและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ โดยหลายคนมองว่าเป็นเพียงธุรกิจทวงหนี้หรือไปยึดบ้าน ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือการซื้อหนี้มาบริหารจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และนักลงทุนบางส่วนอาจกังวลเรื่องการตั้งสำรอง แต่ในความเป็นจริง การทำงานเชิงรุกเพื่อระบายทรัพย์ที่ถือครองนานเกิน 15 ปี จะช่วยลดภาระส่วนนี้ลงได้มาก
ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องราคาหุ้นไม่สะท้อนพื้นฐาน มีแผนเดินสายทำ Roadshow และพบปะนักลงทุน เพื่ออธิบายและทำความเข้าใจธุรกิจ AMC และโมเมนตัมธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไปสู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้”
วางตำแหน่งให้เป็น “หุ้นแบงก์”
BAM พยายามปรับตำแหน่งของหุ้นให้ชัดเจนขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่
- Dividend Stock: หุ้น BAM ควรถูกมองว่าเป็นหุ้นที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ (Dividend Yield) เหมือนหุ้นธนาคาร ไม่ใช่หุ้นที่เน้นเล่นส่วนต่างกำไร (Margin) เพียงอย่างเดียว
- นโยบายปันผล: BAM มีนโยบายการจ่ายปันผลที่แข็งแกร่ง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 70% และปี 2568 จ่ายสูงถึง 90% ของกำไรสุทธิ จ่ายเงินปันผลเป็นปีละ 2 ครั้ง
- ความจริงเรื่องราคา IPO: เขาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ราคาหุ้นอาจไม่กลับไปที่ราคา IPO 17.50 บาท เนื่องจาก True Values ในปัจจุบันและบริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้น
การปรับตัวของ BAM จากองค์กรบริหารสินทรัพย์แบบดั้งเดิมสู่การเป็นสถาบันที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสและระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทและการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการแก้ไขปัญหารากเหง้าของเศรษฐกิจไทย หากคนไทยสามารถหายจาก “โรคหนี้” และกลับมามีกำลังซื้อได้อีกครั้ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ GDP ของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน







