posttoday
เปิดแมพอินเดีย กำลังซื้อ 1.4 พันล้านคน ศก.ใหญ่ คนไทยต้องปรับมายด์เซ็ต

เปิดแมพอินเดีย กำลังซื้อ 1.4 พันล้านคน ศก.ใหญ่ คนไทยต้องปรับมายด์เซ็ต

25 พฤษภาคม 2569

“อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก ประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน การเติบโตของชนชั้นกลาง และแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • “อินเดีย” กำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก ประชากรกว่า 1.46 พันล้านคน การเติบโตของชนชั้นกลาง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030
  • ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอาหารมูลค่าสูง อาหารสุขภาพ และ Future Food เติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • โอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก 

 

 

ที่ผ่านมา “จีน” คือความหวังสำคัญของผู้ประกอบการไทย หลายธุรกิจต่างมุ่งพัฒนาสินค้าเพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ในวันที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษี และความไม่แน่นอนทางการค้า การพึ่งพาตลาดเดียวเริ่มกลายเป็นความเสี่ยง ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีการพูดถึงตลาดใหม่ โดยเฉพาะ “อินเดีย” มากขึ้น ในฐานะตลาดที่มีศักยภาพ 

 

ทำไมต้องเป็นอินเดีย? 

 

“ไปยดา หาญชัยสุขสกุล” ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก ทั้งในเชิงพื้นที่ จำนวนประชากรปัจจุบันเป็นอันดับ 1 ของโลก และกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น

 

ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  1. การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง (Income Growth)
  2. การขยายตัวของเมือง (Urbanization)
  3. โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ (Favorable Demographics)
  4. การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล (Technology & Innovation)
  5. การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Evolving Consumer Attitudes) ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

ไปยดา หาญชัยสุขสกุล

จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

 

คนไทยต้องปรับมายด์เซ็ตต่ออินเดีย 

ขณะที่ “อดุลย์ โชตินิสากรณ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำหากต้องการทำธุรกิจกับอินเดียคือการ "ปรับมายด์เซ็ต (Mindset)" คนไทยมักมีทัศนคติในเชิงลบหรือชอบดูถูกคนอินเดีย ทั้งที่จริงๆ แล้วคนอินเดียส่วนใหญ่รักคนไทยและอยากทำธุรกิจด้วย

 

ปัจจุบันอินเดียมีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนประมาณ 1,425 ล้านคน ซึ่งแซงหน้าจีนไปแล้วเนื่องจากนโยบายลูกคนเดียวของจีนในอดีตทำให้ประชากรลดลง แต่อินเดียยังคงเติบโตต่อเนื่อง

 

อดุลย์เน้นย้ำว่าอย่ามองแค่ภาพความยากจน เพราะอินเดียมีกลุ่มคนฐานะปานกลางขึ้นไปถึงรวยมากอย่างน้อย 400 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นโอกาสของสินค้าไทย อีกประมาณ 1,000 ล้านคนที่เหลือ แม้จะดูเหมือนมีรายได้น้อยแต่ยังเป็นผู้บริโภคที่ต้องกินต้องใช้ โดยสินค้าอุปโภคบริโภคสามารถเจาะตลาดนี้ได้ด้วยการปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เช่น แบบซอง (Sachet) ราคาประหยัด และประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคชนบท 70% และอยู่ในเมือง 30%

อดุลย์ โชตินิสากรณ์

เจาะพฤติกรรมประชากรแต่ละภาค 

อดุลย์ ฉายภาพให้ฟังว่า อินเดียเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกข้าวสาลี จึงนิยมทานแป้ง (นาน, โรตี) เป็นหลัก อาหารได้รับอิทธิพลจากราชวงศ์โมกุล เน้นแกงที่มีลักษณะข้นเพื่อใช้แป้งจิ้มได้ ส่วนอินเดียใต้ นิยมทานข้าวเจ้าเป็นหลัก มีวัฒนธรรมอาหารที่เป็นโปรไบโอติก (อาหารหมักดอง) เช่น อิตลี (Idli) และโดซ่า (Dosa) ซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าหมัก

 

อดุลย์ มองว่า เมืองใหญ่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เช่น มุมไบ (ศูนย์กลางการเงินและเมืองท่า), เดลี (เมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นถึง 32 ล้านคน), ไฮเดราบัตร และ บังคาลอร์ ซิลิคอนวัลเลย์ของอินเดียที่มีกลุ่ม Expat และคนรุ่นใหม่จำนวนมาก

 

การบริโภคตามหลักความเชื่อและศาสนา

มังสวิรัติ  มีประมาณ 30-40% ของประชากร โดยส่วนใหญ่เป็นแบบ Lacto-vegetarian คือไม่ทานเนื้อสัตว์และไข่ แต่ทานนมและผลิตภัณฑ์จากนมได้ หรือแม้แต่การถือศีลชั่วคราว มีกลุ่มคนที่ทานมังสวิรัติเฉพาะบางวันตามความเชื่อเรื่องเทพเจ้า เช่น ชาวมุมไบที่นับถือพระพิฆเนศจะงดเนื้อสัตว์ในวันอังคาร ส่วนข้อห้ามเรื่องเนื้อสัตว์ คือ เนื้อวัวจะห้ามโดยเด็ดขาดเพราะวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เนื้อหมู ไม่นิยมทานเพราะความรู้สึกว่าไม่สะอาด (ไม่ใช่ข้อห้ามทางศาสนาฮินดูโดยตรง) และกลุ่มเชน (Jain) เป็นกลุ่มที่เคร่งครัดมาก ไม่ทานเนื้อสัตว์ ไข่ และไม่ทานพืชหัวใต้ดิน เช่น หอม กระเทียม แต่มักเป็นกลุ่มมหาเศรษฐีที่มีกำลังซื้อสูง

 

อดุลย์ สรุปว่าอินเดียเป็นตลาดที่ "แบมือต้อนรับเราอยู่" เพราะความก้าวหน้าด้านการผลิตอาหารแปรรูปของเขายังตามหลังไทย และมีโอกาสมหาศาลหากเราปรับมายด์เซ็ตและเข้าใจความหลากหลายนี้

 

อย่างไรก็ตาม สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค 

เปิดแมพอินเดีย กำลังซื้อ 1.4 พันล้านคน ศก.ใหญ่ คนไทยต้องปรับมายด์เซ็ต

 

ข่าวล่าสุด

✨โครงการ “บ้านชาวไทย”  D:CRAFT คลองหลวง 🪷  ขนาด 25 ตร.ม. เริ่มต้น 1.299 ลบ.* 

✨โครงการ “บ้านชาวไทย”  D:CRAFT คลองหลวง 🪷  ขนาด 25 ตร.ม. เริ่มต้น 1.299 ลบ.*