posttoday
ไทยช่วยไทยพลัส ยอดทะลุ 10 ล.คนในครึ่งชม. ลงทะเบียนสำเร็จ 17.37 ล.คน เหลือ 7.5 ล้านสิทธิ

ไทยช่วยไทยพลัส ยอดทะลุ 10 ล.คนในครึ่งชม. ลงทะเบียนสำเร็จ 17.37 ล.คน เหลือ 7.5 ล้านสิทธิ

25 พฤษภาคม 2569

“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดวันแรกคึกคัก คนไทยแห่ลงทะเบียนทำสถิติใหม่สูงสุด 7 แสนรายต่อวินาที ดันยอดทะลุ 10 ล้านรายในครึ่งชั่วโมงแรก คลังเผยเที่ยงวันยังเหลือ 7.56 ล้านสิทธิ อยู่ระหว่างตรวจสอบยืนยันตัวตนกว่า 3 แสนราย พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีร้านค้าทุจริตแล้ว 300 ราย

KEY

POINTS

  • โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ได้รับความสนใจสูง มีผู้ลงทะเบียน 10 ล้านรายใน 30 นาทีแรกหลังเปิดระบบ
  • การลงทะเบียนสร้างสถิติใหม่ โดยมีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันสูงสุดถึง 700,000 รายต่อวินาที ซึ่งมากกว่าโครงการคนละครึ่งเท่าตัว
  • ณ เวลา 12.00 น. ของวันแรก ยังคงเหลือสิทธิให้ประชาชนลงทะเบียนอีกประมาณ 7.5 ล้านสิทธิ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า บรรยากาศวันแรกของการเปิดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ตั้งแต่เปิดระบบเวลา 06.00 น. โดยมีประชาชนเข้าใช้งานหนาแน่นกว่าสมัยโครงการ “คนละครึ่ง” ถึงเท่าตัว 

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกมีผู้เข้ามาลงทะเบียนสูงถึง 10 ล้านราย และในช่วงเวลา 06.05 น. มีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันสูงสุดถึง 700,000 รายต่อวินาที ถือเป็นสถิติใหม่ของระบบลงทะเบียนภาครัฐ ขณะที่โครงการคนละครึ่งในอดีตมีสถิติสูงสุดประมาณ 300,000 รายต่อวินาที

“ช่วงเช้าระบบมีหน่วงบ้างประมาณ 20 นาทีแรก เนื่องจากมีผู้เข้าใช้งานจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นระบบสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลา 12.00 น. ยังเหลือสิทธิประมาณ 7,368,013 สิทธิล้านสิทธิ และมีผู้ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนอีกประมาณ 300,000 ราย” นายวินิจกล่าว

สำหรับ ข้อมูลการลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น. พบว่า มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนแล้ว 22,631,987 คน โดยลงทะเบียนสำเร็จ 17,374,758 คน อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ 4,921,910 คน และลงทะเบียนไม่สำเร็จ 335,319 คน

ในจำนวนผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จนั้น เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 335,153 คน ซึ่งระบบคัดกรองอัตโนมัติ เนื่องจากได้รับสิทธิความช่วยเหลือจากภาครัฐในมาตรการอื่นอยู่แล้ว อีก 166 คน เป็นผู้ที่เคยกระทำผิดเงื่อนไขโครงการรัฐในอดีต เช่น โครงการคนละครึ่ง

 

"ปัญหาหลักของประชาชนที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้ ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หรือลบและติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่ รวมถึงกรณีจำรหัสผ่านไม่ได้ ทำให้ต้องกลับไปยืนยันตัวตนใหม่ที่สาขาธนาคารหรือจุดบริการ"

โดยผู้ที่เปลี่ยนอุปกรณ์หรือข้อมูลสำคัญ ระบบจะใช้เวลาตรวจสอบไม่เกิน 3 วัน ซึ่งหากตรวจสอบแล้วมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่เคยถูกตัดสิทธิจากการกระทำผิดในโครงการรัฐ ก็จะยังได้รับสิทธิ

สำหรับภาคผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีร้านค้ารายเดิมที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 977,296 ราย แบ่งเป็นร้านค้าที่อยู่ระหว่างยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน จำนวน 584,997 ราย และร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้ว 392,299 ราย
 

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าใหม่สมัครเข้าร่วมโครงการอีก 9,013 ราย โดยอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบข้อมูล 7,059 ราย และผ่านการตรวจสอบแล้ว 1,954 ราย ในจำนวนนี้มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้ว 1,680 ราย ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานรวมทั้งสิ้น 393,979 ราย


พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยพัฒนาเครื่องมือ AI ชื่อ “นกกระซิบ” เพื่อช่วยร้านค้าขนาดเล็กบริหารจัดการธุรกิจ ผ่านการวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน และพฤติกรรมลูกค้า รวมถึงช่วยจัดทำบัญชีรับ-จ่ายอย่างง่าย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินของรัฐในอนาคตได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังเตรียมขยายการใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery โดยร้านค้าจะเริ่มเชื่อมระบบกับแพลตฟอร์มได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน และประชาชนจะเริ่มใช้สิทธิ์สั่งอาหารผ่านระบบได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สำหรับ ข้อกังวลของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังว่า ร้านค้าไม่ควรกังวลมากเกินไป เพราะการจัดเก็บภาษีจะพิจารณาจาก “กำไร” ไม่ใช่ยอดขายทั้งหมด

"ร้านค้าขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี โดยเบื้องต้นต้องมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 26,000 บาทต่อเดือน หรือพิจารณาจากรายได้เฉลี่ยทั้งปี"

กระทรวงการคลังมองว่า สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือการรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขาย มากกว่าความกังวลเรื่องภาษี เพราะการมีลูกค้าและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจถือเป็นหัวใจสำคัญของการค้าขายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

นายวินิจ ยังกล่าวถึงมาตรการป้องกันการทุจริตว่า กระทรวงการคลังยังคงเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ทุจริตอย่างเข้มงวด โดยขณะนี้ได้ส่งดำเนินคดีอาญากับร้านค้าที่กระทำผิดจากโครงการในอดีตแล้วประมาณ 300 ราย

ทั้งนี้ ระบบตรวจสอบของกระทรวงสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้จากฐานข้อมูล เช่น การสแกนใช้สิทธิในพื้นที่ห่างกันผิดปกติภายในเวลาใกล้เคียงกัน หรือการใช้สิทธิไม่สอดคล้องกับลักษณะการค้าจริง ซึ่งหากตรวจพบจะมีการดำเนินคดีถึงที่สุด

“ย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นมาตรการช่วยพยุงกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ประเทศเผชิญวิกฤตราคาพลังงานและค่าครองชีพสูง หากกำลังซื้อหาย เศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบตามมา” นายวินิจกล่าว

ข่าวล่าสุด

หัวเว่ยประกาศผลิตชิป 1.4 นาโนเมตรใน 5 ปี ฝ่ากำแพงคว่ำบาตรสหรัฐ

หัวเว่ยประกาศผลิตชิป 1.4 นาโนเมตรใน 5 ปี ฝ่ากำแพงคว่ำบาตรสหรัฐ