
หัวเว่ยประกาศผลิตชิป 1.4 นาโนเมตรใน 5 ปี ฝ่ากำแพงคว่ำบาตรสหรัฐ
หัวเว่ยประกาศความก้าวหน้าครั้งใหญ่ด้านชิป หวังแตะเทคโนโลยีระดับ 1.4 นาโนเมตรใน 5 ปี ท้าทายมาตรการสกัดจีนของสหรัฐ
หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศความก้าวหน้าด้านการออกแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดยระบุว่า ภายในอีก 5 ปี ชิปประมวลผลระดับสูงของบริษัทจะมีความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์เทียบเท่าเทคโนโลยีการผลิตระดับ 1.4 นาโนเมตร สะท้อนความพยายามของจีนในการลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นระหว่างงานสัมมนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่นครเซี่ยงไฮ้ แม้หัวเว่ยยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลประสิทธิภาพเชิงเทคนิค แต่เป้าหมายระดับ 1.4 นาโนเมตรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากคาดว่าจะเป็นเทคโนโลยีแนวหน้าของโลกภายในช่วงปลายทศวรรษนี้
ปัจจุบัน บริษัท TSMC ของไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังใช้กระบวนการผลิตระดับ 2 นาโนเมตร และมีแผนเริ่มผลิตชิป 1.4 นาโนเมตรเชิงพาณิชย์ในปี 2028
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า จีนยังยากที่จะก้าวถึงระดับดังกล่าวผ่านกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เนื่องจากสหรัฐฯ จำกัดการเข้าถึงเครื่องลิโทกราฟี ซึ่งเป็นเครื่องผลิตชิปขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
หัวเว่ยเปิดเผยแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “กฎการสเกลแบบเทา” หรือ Tau Scaling Law ซึ่งมุ่งเน้นการลดระยะเวลาในการส่งผ่านข้อมูลและสัญญาณภายในชิป แทนการพึ่งพาการย่อขนาดทรานซิสเตอร์เพียงอย่างเดียว
บริษัทระบุว่า หากแนวทางดังกล่าวประสบความสำเร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความหนาแน่นของชิปได้ แม้จีนยังถูกจำกัดการเข้าถึงเครื่องมือผลิตชิปขั้นสูงจากชาติตะวันตก
นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเปิดตัวสถาปัตยกรรมใหม่ชื่อ “LogicFolding” ซึ่งจะถูกนำมาใช้กับชิปตระกูล Kirin รุ่นใหม่ที่มีกำหนดเปิดตัวภายในปีนี้ โดยบริษัทระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดระยะสายวงจรภายในชิป ส่งผลให้การประมวลผลมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก
หัวเว่ยระบุว่า ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถออกแบบและผลิตชิปจำนวน 381 รุ่น โดยอาศัยหลักการ Tau Scaling Law ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึงระบบประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เหอ ฮุย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัทวิจัย Omdia กล่าวว่า สิ่งที่หัวเว่ยกำลังทำ คือการเปลี่ยนแนวคิดจาก “การย่อขนาดทรานซิสเตอร์” ไปสู่ “การเพิ่มประสิทธิภาพระดับระบบ”
เขาระบุว่า หัวเว่ยมุ่งเน้นการลดความหน่วงของข้อมูล ปรับปรุงการเชื่อมต่อภายในชิป และเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายข้อมูล ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้ ภายใต้ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง
หัวเว่ยถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำทางการค้าเมื่อปี 2019 ส่งผลให้บริษัทถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันจำนวนมาก รวมถึงชิปและซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังถูกจำกัดการใช้บริการผู้ผลิตชิประดับโลก
ภายหลังมาตรการคว่ำบาตร หัวเว่ยเคยระบุว่าบริษัทเข้าสู่ “โหมดเอาตัวรอดขั้นวิกฤต” โดยโครงการพัฒนาชิปสำรองลับที่นำโดย “เหอ ถิงปัว” ประธานธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ย กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาการอยู่รอดของบริษัท
หัวเว่ยกลับมาสร้างความประหลาดใจให้กับวงการอีกครั้งในปี 2023 หลังเปิดตัวสมาร์ตโฟน Mate 60 ที่รองรับเครือข่าย 5G โดยใช้ชิปที่ผลิตโดย SMIC บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน ด้วยเทคโนโลยีระดับ 7 นาโนเมตร
หลังการประกาศเทคโนโลยี LogicFolding หุ้นของ SMIC พุ่งขึ้น 7.6% ในการซื้อขายวันจันทร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมชิปจีน
นักวิเคราะห์มองว่า กลยุทธ์การออกแบบชิปใหม่ของหัวเว่ยสะท้อนว่า บริษัทและพันธมิตรจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม จีนยังคงตามหลังผู้นำโลกในด้านเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่สุด
ขณะเดียวกัน ชิปตระกูล Ascend ของหัวเว่ยกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม AI จีน โดยเฉพาะหลังบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มหันมาใช้ชิปในประเทศแทนผลิตภัณฑ์ของ Nvidia จากสหรัฐฯ ซึ่งถูกจำกัดการส่งออกมายังจีน
ก่อนหน้านี้ “เจนเซน หวง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ยอมรับว่า บริษัท “แทบยกตลาดชิป AI ของจีนให้หัวเว่ยไปแล้ว” หลังมาตรการควบคุมการส่งออกของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ Nvidia ไม่สามารถขายชิป AI ขั้นสูงให้จีนได้อย่างเต็มรูปแบบ







