
คลังชง ไทยช่วยไทยพลัส เข้า ครม. พรุ่งนี้ พยุงศก.Q 2 สู้ค่าครองชีพ-สกัดเฟ้อ
คลังดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้า ครม. พรุ่งนี้ รับมือวิกฤตค่าครองชีพ หลัง GDP ไตรมาส 1 โต 2.8% ชูลงทุนเอกชนพุ่งสูงสุดรอบ 11 ปี เร่งพยุงเศรษฐกิจไตรมาส 2 รับแรงกดดันพลังงาน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อประชาชนที่เริ่มชะลอตัว
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันพรุ่งนี้
- มีเป้าหมายเพื่อประคองเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
- รูปแบบโครงการเป็นการต่อยอดจาก "คนละครึ่ง" โดยรัฐจะช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยเหลือร้านค้ารายย่อย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้(19 พ.ค.69) เพื่อใช้เป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชนและประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจาก วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวจนน่ากังวล
โดย ไทยช่วยไทยพลัส พัฒนาต่อยอดจากคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ประคองเศรษฐกิจระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและปากท้องอย่างรุนแรง โดยปรับรูปแบบเป็น รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40 เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายเล็กและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ รัฐบาลมองว่า วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อกำลังส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง
“วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเป็นวิกฤต ลูกแรกคือ พลังงาน ลูกที่สองคือต้นทุน และลูกที่สามกำลังจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่เข้าไปดูแล อาจเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งของแพง กำลังซื้อหด และเศรษฐกิจชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรองรับ จะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลวิเคราะห์ว่าหลังจากผ่านวิกฤตพลังงานและวิกฤตต้นทุนมาแล้ว ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง สถานการณ์นี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเดือนเมษายนสูงถึง 2.9% ในขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการนี้ควบคู่ไปกับการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในวันพรุ่งนี้ด้วยพร้อมกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังและป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการตกงานในอนาคต
สำหรับ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก การลงทุน ที่ชี้ว่ากลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
“ตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% เป็นการขยายตัวระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ ซึ่งเป็นผลจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และโครงการ BOI Fast Pass ที่ช่วยปลดล็อกการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น"
ทั้งนี้เชื่อว่าจากนี้ การลงทุนถือเป็น พระเอก ของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เพราะไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว หลังประเทศไทยเผชิญภาวะลงทุนต่ำต่อเนื่องมาหลายปี
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่า ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกยังเป็นเพียง ภาพสะท้อนในกระจกหลัง เพราะยังไม่รวมผลกระทบเต็มรูปแบบจากวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มกดดันเศรษฐกิจในไตรมาส 2 เป็นต้นไป
นอกจากไทยช่วยไทยพลัส รัฐยังเตรียมมาตรการช่วยเฉพาะกลุ่ม ทั้งโครงการปุ๋ยคนละครึ่งช่วยเกษตรกร มาตรการช่วยภาคขนส่ง และการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุนน้ำมันระยะยาว โดยวันนี้จะมีการหารือกับกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางช่วยกลุ่มรถหัวลาก ศึกษาการใช้ หัวลากไฟฟ้า ควบคู่ส่งเสริมไบโอดีเซล B20 เพื่อลดต้นทุนขนส่งและช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มไปพร้อมกัน
สำหรับ กรณีที่จากตราสารหนี้หรือพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นั้นมองว่า นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าที่คาด เพราะเงินเฟ้อเป็นตัวสะท้อนระดับเงินเฟ้อในอนาคต
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความน่ากังวลในระยะต่อไปคือ เงินเฟ้อฝังตัว เนื่องจากต้นทุนผู้ผลิตเริ่มปรับเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากถูกบีบกำไร
“วันนี้ธุรกิจกำลังอุ้มต้นทุนไว้ แต่ในระยะต่อไปจะเริ่มอุ้มไม่ไหว ต้นทุนจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและกำลังซื้อชะลอลง” นายสันติธารกล่าว
นายสันติธาร ระบุว่า เงินเฟ้อในปัจจุบันเป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความท้าทายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องพิจารณาในการประเมินความเหมาะสมตามสถานการณ์เศรษฐกิจต่อไป







