
เจาะลึกโครงสร้างราคาน้ำมัน ไขข้อข้องใจทำไมราคาน้ำมันในไทยไม่ลดตามตลาดโลก
ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลง แต่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยกลับทรงตัว เจาะลึกโครงสร้างราคาทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ เปิดเบื้องหลัง “ค่าการกลั่น” และผลกำไรอุตสาหกรรม
ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง ประชาชนมักเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจึงไม่ลดลงในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน และแน่นอนว่าทุกครั้งที่เกิดการตั้งคำถามในลักษณะเช่นนี้ 'โรงกลั่นน้ำมัน' มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพรวมของโครงสร้างต้นทุนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมัน (Value Chain) ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงสถานีบริการน้ำมันหรือธุรกิจค้าปลีก (Retail) ข้อมูลจะสะท้อนให้เห็นความจริงอีกด้านว่า แท้จริงแล้วผลกำไรในอุตสาหกรรมนี้อาจไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่โรงกลั่นตามที่หลายคนเข้าใจ
โรงกลั่นลงทุนแสนล้าน แต่กำไรสุทธิไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร
คนส่วนใหญ่มักมีภาพจำว่าธุรกิจโรงกลั่นเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล ทว่าในความเป็นจริง อุตสาหกรรมนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก (Capital Intensive) เพื่อบำรุงรักษาระบบและยกระดับศักยภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มโรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศไทย ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนรวมกันไปแล้วมากกว่า 110,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลกำไรโดยตรง หากแต่เป็นการยกระดับศักยภาพของโรงกลั่นให้มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับวัตถุดิบได้หลากหลายชนิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียมาใช้ทดแทน ส่งผลให้โรงกลั่นของไทยมีประสิทธิภาพการทำงานในระดับสูง และสามารถเดินเครื่องได้เกินกำลังการผลิต 100% อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายเดือน
แม้จะมีการลงทุนสูงถึงระดับแสนล้านบาท แต่ข้อมูลจากบทวิเคราะห์อุตสาหกรรมโดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า ชี้ให้เห็นว่า กำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น (ไม่รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน) ระหว่างปี 2568 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ในระดับเพียง 0.3 - 0.7 บาทต่อลิตรเท่านั้น
แม้มูลค่าดังกล่าวจะดูไม่มากนัก แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโรงกลั่น กลับถือเป็นอัตราการทำกำไรที่อยู่ในระดับ 'ดีเยี่ยม'
เปิดเบื้องหลัง “ค่าการกลั่น” และผลกำไรอุตสาหกรรม
นโยบายการบริหารจัดการราคาพลังงานถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญของธุรกิจโรงกลั่นในปัจจุบัน โดยล่าสุด คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีแนวทางพิจารณาปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นต่อเนื่องจากที่ได้ขอความร่วมมือลดราคาไปก่อนหน้าแล้ว 2 บาทต่อลิตร
ล่าสุดได้กำหนดอัตราปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เป็น 2 ช่วง คือ 24 เม.ย.- 9 พ.ค. 69 ปรับลด 5.00 บาท/ลิตร และ 10 - 19 พ.ค. 69 ปรับลด 3.00 บาท/ลิตร
มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศจนขาดทุนสะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ภาครัฐได้ประเมินสถานการณ์จากค่าการกลั่น (GRM) ระยะสั้นที่พุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ประกอบการชี้แจงว่า ตัวเลขค่าการกลั่นดังกล่าวยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากยังไม่ได้หักรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและธุรกิจปลายน้ำ
นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่นอาจทำให้ภาคธุรกิจเผชิญกับความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่บริษัทพลังงานของไทยกำลังเดินหน้าเจรจาหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากต่างประเทศ
ดังนั้น ความชัดเจนด้านนโยบายที่สอดคล้องกับกลไกตลาด จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วย สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการลงทุน
หากพิจารณาธุรกิจปลายน้ำ เช่น คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน หรือกลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) จะพบว่ามีโครงสร้างธุรกิจที่แตกต่างออกไป แม้ธุรกิจกลุ่มนี้จะใช้เม็ดเงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่าโรงกลั่นน้ำมันค่อนข้างมาก ทว่ากลับมีอัตรากำไรต่อหน่วยที่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะในส่วนของ 'ค่าการตลาด'
ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของการบริหารความเสี่ยง ผู้ประกอบการโรงกลั่นยังต้องเผชิญความท้าทายในการทำสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ภายใต้ความไม่แน่นอนของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก ต่างจากกลุ่มผู้ค้าปลายน้ำที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนแบบรายวันได้คล่องตัวกว่า จึงช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของราคาลงได้
ประการสุดท้าย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไม่ลดลงตามตลาดโลกได้ทันที คือกลไกของ 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' โดยเมื่อต้นทุนหน้าโรงกลั่นปรับลดลง ภาครัฐจำเป็นต้องเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยหนี้สะสมและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ผู้บริโภคจึงไม่ได้รับอานิสงส์จากส่วนต่างราคาที่ลดลงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
กล่าวโดยสรุป การไขข้อข้องใจเรื่องราคาน้ำมันในประเทศที่สวนทางกับตลาดโลก ต้องอาศัยความเข้าใจโครงสร้างภาพใหญ่ทั้งระบบ ข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่าภายใต้เม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้าน ภาคโรงกลั่นกลับมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างจำกัดและต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน
โจทย์ใหญ่ของภาครัฐหลังจากนี้ จึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน และการค้ำจุนเสถียรภาพของภาคธุรกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในปัจจุบัน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว







