หั่นภาษีน้ำมัน-เพิ่มเงินบัตรคนจน เยียวยาวิกฤตน้ำมัน รัฐสูญรายได้แค่ไหน
วิกฤตราคาน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ รัฐเตรียมลดภาษีน้ำมันและเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ 100 บาท/เดือน ช่วยประชาชน-ธุรกิจเปราะบาง ท่ามกลางต้นทุนที่รัฐต้องควักเนื้อ หลายพันล้านต่อเดือน
KEY
POINTS
- รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาวิกฤตน้ำมัน 2 มาตรการหลัก คือ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และการเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทุก 1 บาทต่อลิตร คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
- การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อเดือน จะทำให้รัฐมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 1,340 ล้านบาทต่อเดือน
วิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังไหลบ่ามาเป็นแรงกดดันใหม่ต่อค่าครองชีพของคนไทยทั้งประเทศ ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ไปจนถึงค่าสินค้าและอาหาร ทั้งในห้างร้านและร้านค้าในตลาด ขณะที่ ไฟสงครามในตะวันออกกลาง ยังไม่มีทีท่าจะดับลงง่าย ๆ ล่าสุด รัฐบาล อนุทิน ได้เร่งออก “7 มาตรการเร่งด่วน” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน หลังราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเริ่มกระทบต้นทุนการใช้ชีวิตในวงกว้าง
แม้มาตรการทั้ง 7 ด้านจะครอบคลุมตั้งแต่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง เกษตร ประมง ผู้รับเหมาภาครัฐ ไปจนถึงซอฟต์โลนช่วยผู้ประกอบการรายย่อย แต่ถ้าจะมองให้เห็น “หัวใจ” ของแพ็กเกจนี้จริง ๆ ต้องยอมรับว่า จุดที่สะท้อนบทบาทของกระทรวงการคลัง และกระทบต่อฐานะการคลังโดยตรง ใน 2 มาตรการสำคัญ คือ "การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และการเพิ่มเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หรือ บัตรคนจน ให้กับผู้มีรายได้น้อย เพราะนี่ไม่ใช่แค่การออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่คือการตัดสินใจแบบ “ควักเนื้อ” ของรัฐเพื่อยอมเสียรายได้ เพื่อซื้อเวลาให้ประชาชนและภาคธุรกิจที่เปราะบางได้หายใจต่อในช่วงที่ต้นทุนพลังงานกำลังจะลามไปทั้งระบบเศรษฐกิจ
มาตรการแรกที่ถูกจับตาที่สุดคือ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งครม.ได้รับมอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตไปพิจารณารายละเอียดว่าจะลดลงเท่าใด และนานแค่ไหน โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ ช่วยพยุงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เมื่อกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรับภาระไม่ไหว หรือถึงขีดจำกัดในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก สิ่งที่หลายคนอาจมองไม่เห็นคือ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่ใช่รายได้เล็กๆ แต่เป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของรายได้รัฐ การขยับลดแม้เพียง 1 บาทต่อลิตร จึงไม่ต่างจากการยอมให้เม็ดเงินก้อนใหญ่หายไปจากคลังโดยตรง
ทั้งนี้ตัวเลข ที่กระทรวงการคลัง เคยประเมินเบื้องตนไว้ ว่า หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 2,800 ล้านบาทต่อเดือน นั่นหมายความได้ว่า ถ้าลด 2 บาท รายได้รัฐจะหายไปประมาณ 5,600 ล้านบาทต่อเดือน และหากต้องใช้ยาแรงถึง 3 บาทต่อลิตร ตัวเลขจะขยับขึ้นเป็นราว 8,400 ล้านบาทต่อเดือนทันที
ยิ่งถ้ามาตรการยืดเยื้อ 3 เดือน หรือมากกว่านั้น ภาระทางการคลังก็จะยิ่งชัดขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะนี่คือรายได้ที่ควรจะเข้ารัฐแต่ไม่เข้า ต่างจากการใช้งบประมาณโดยตรง แต่เจ็บไม่ต่างกัน
หากย้อนดูการใช้นโยบายลดภาษีน้ำมัน จะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในวิกฤตราคาพลังงานรอบก่อน รัฐบาลเคยประกาศลดภาษีสรรพสามิตดีเซลสูงสุด 5 บาทต่อลิตร และต่ออายุมาหลายรอบ ก่อนปรับลดลงเหลือ 1 บาทต่อลิตรเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ส่วนน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ก็เคยลดภาษี 1 บาทต่อลิตร พร้อมใช้ควบคู่กองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคา สิ่งนี้สะท้อนว่า เพดานการช่วยเหลือ ของไทยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1-5 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของวิกฤตและพื้นที่ทางการคลัง
สำหรับวิกฤตราคาน้ำมันที่เคยเกิดขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดในตะวันออกกลางในปี 2565 ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงและผันผวนต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้าน้ำมันของไทย รัฐบาลจึงออกมาตรการภาษีรวม 8 ฉบับ ระหว่างวันที่ 18 ก.พ. 2565 ถึง 31 ธ.ค. 2566 หรือราว 1 ปี 8 เดือน โดยทยอยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหลายระดับ ตั้งแต่ 1 บาท 2.50 บาท 3 บาท และสูงสุด 5 บาทต่อลิตร เพื่อพยุงราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร พร้อมลดภาษีน้ำมันเบนซินอีก 1 บาทต่อลิตรในช่วงปลายปี 2566
มาตรการดังกล่าวในขณะนั้นประเมินว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้รวมราว 172,000 ล้านบาท โดยเฉลี่ยการลดภาษีดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่มาตรการลดภาษีดีเซล 1 บาทต่อลิตร ระหว่างเดือน ม.ค. - 19 เม.ย. 2567 เป็นเวลา 3 เดือน คาดว่าทำให้รัฐสูญรายได้เพิ่มอีกราว 6,000 ล้านบาท สะท้อนว่าการลดภาษีน้ำมันยังเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แม้ต้องแลกกับภาระทางการคลังจำนวนมาก
ดังนั้น คำถามสำคัญในเวลานี้จากวิกฤตสงครามรอบใหม่ จึงไม่ใช่แค่ว่า “จะลดภาษีน้ำมันหรือไม่” แต่คือ “จะลดเพียง 1 บาทเพื่อประคองฐานะการคลัง หรือจะใช้ยาแรงระดับ 3-5 บาทเหมือนที่เคยทำในวิกฤตรอบก่อน” เพราะทุกการลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร ไม่ได้หมายถึงแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ถูกลง แต่ยังหมายถึงรายได้รัฐที่หายไปถึง 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
อีกด้านหนึ่ง มาตรการที่อาจดูเป็นเม็ดเงินไม่มากนักต่อคน แต่มีนัยทางสังคมและการเมืองสูง คือ การเพิ่มเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กลุ่มเปราะบางอีก 100 บาท จากเดิม 300 บาทต่อเดือน เป็น 400 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลวางกรอบเบื้องต้นช่วยเหลือ 1 เดือนก่อน แล้วค่อยประเมินสถานการณ์อีกครั้ง แม้มาตรการนี้จะไม่หวือหวาเท่าการลดภาษีน้ำมัน แต่ถือว่าเป็นการอัดฉีดที่ “ตรงจุด” มากที่สุด เพราะเงินจะถึงมือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นก่อนใครและหนักที่สุด
หากลองคำนวณจาก ฐานผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 13.4 ล้านคน เมื่อคูณกับเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นอีก 100 บาทต่อคนต่อเดือน เท่ากับว่ารัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 1,340 ล้านบาทต่อเดือน พูดง่าย ๆ คือ ทุก 1 เดือนที่อัดเงินเพิ่ม รัฐต้องควักงบกลางเพิ่มอีกราว 1.3 พันล้านบาท หากขยายเวลาเป็น 3 เดือน ภาระจะขยับขึ้นเป็นราว 4,020 ล้านบาท และถ้าสถานการณ์ลากยาวถึง 6 เดือน ตัวเลขก็จะพุ่งเป็นกว่า 8,000 ล้านบาท นี่จึงเป็นมาตรการที่แม้จะดูเล็กเมื่อเทียบกับการลดภาษีน้ำมัน แต่เป็น “งบสด” ที่ต้องจ่ายจริง และจ่ายทันที
เมื่อวาง 2 มาตรการหลักอย่างการลดภาษีน้ำมัน และการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้คู่กัน จะเห็นทันทีว่า รัฐต้องแบกรับภาระทางการคลังทั้งฝั่งรายได้และรายจ่ายพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือรายได้ภาษีที่หายไปจากการหั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อีกด้านคือ เม็ดเงินงบประมาณที่ต้องเติมเข้าสู่การเยียวยากลุ่มเปราะบาง หากมาตรการทั้งสองถูกนำมาใช้พร้อมกัน แม้เพียงระยะสั้น ก็อาจทำให้ภาระของรัฐขยับขึ้นหลายพันล้านบาทต่อเดือน และหากจำเป็นต้องต่ออายุมาตรการในภาวะวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ ตัวเลขดังกล่าวก็มีโอกาสขยายตัวสู่ระดับหลายหมื่นล้านบาทได้ไม่ยาก
แม้ภาระทางการคลังจะดูหนัก แต่ในมุมผู้กำหนดนโยบาย “ต้นทุนของการไม่ทำ” อาจสูงกว่ามาก เพราะหากปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งโดยไร้มาตรการรองรับ แรงกดดันจะไม่หยุดแค่หน้าปั๊ม นั่นจึงทำให้รัฐต้องแลกกับรายได้รัฐที่หายไปและภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อสกัดไม่ให้วิกฤตพลังงานลุกลาม จนอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประเทศสูงกว่าหลายเท่า
กระทรวงการคลังยอมรับว่า การลดภาษีน้ำมันย่อมกระทบเป้าจัดเก็บรายได้ปีงบฯ 2569 อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ระยะสั้นยังพอมีพื้นที่ขยับจากรายได้ภาษีน้ำมัน 5 เดือนแรกที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และบางช่วงกรมสรรพสามิตจัดเก็บสูงกว่าเป้า 4,623 ล้านบาท หรือ 2.02% แต่พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้เปิดกว้างไม่จำกัด หากมาตรการยืดเยื้อหลายเดือน การสูญรายได้ระดับหลายพันล้านบาทต่อเดือนจะเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลัง และอาจบีบให้รัฐบาลใหม่ต้องทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 จากที่ "ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572"


