TDRI เตือนลดดอกเบี้ยแค่ยาประคอง ห่วงไทยติดกับดักซึมยาวตามรอยญี่ปุ่น
นณริฏ นักวิชาการ TDRI ชี้การลดดอกเบี้ยกนง. ช่วยลดต้นทุนระยะสั้นแต่ไม่แก้ปัญหายั่งยืน เตือนไทยเสี่ยงเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายคล้ายญี่ปุ่น หากไม่เร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- TDRI มองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงมาตรการประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว
- มีความกังวลว่าไทยอาจติดกับดักเศรษฐกิจซึมยาวในสภาวะ "ดอกเบี้ยต่ำ เติบโตต่ำ และเงินเฟ้อต่ำ" คล้ายกับทศวรรษที่สูญหายของญี่ปุ่น
- ทางออกที่แท้จริงคือการเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการยกระดับภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง
ภายหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้(25 ก.พ.69) มีมติ 4 ต่อ 2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี นับเป็นจังหวะที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดพอสมควร สะท้อนความพยายามประคองเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่ยังปกคลุมภาพรวมการเติบโต
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ "โพสต์ทูเดย์" ว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายแม้จะอยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่การลดดอกเบี้ยไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเปรียบเสมือนการใช้ยาประคองอาการที่หากขาดมาตรการอื่นมาช่วยเสริม แรงส่งต่อเศรษฐกิจจะมีไม่มากนัก และอาจทำให้ไทยติดอยู่ในกับดักความถดถอยจนไม่เหลือช่องว่างให้ปรับลดดอกเบี้ยได้อีกในอนาคต
“ส่วนตัวมองว่าการลดดอกเบี้ยยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่คงจะไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ถ้าไม่มีมาตรการอื่นมาช่วย แรงส่งคงไม่เยอะมากนัก และยิ่งดอกลดลงเรื่อยๆ ในระยะยาวโดยไม่เห็นความหวังที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปโตแบบ 3-4% ต่อปี ยิ่งเหมือนติดอยู่ในกับดักความถดถอยประคองด้วยยากระตุ้น หรือ การลดดอกเบี้ย จนไม่เหลือช่องว่างให้ลดได้อีกต่อไป”
ในมุมมองเชิงลึกพบว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนแอทางด้านโครงสร้าง โดยเฉพาะการกระจายเงินสู่เศรษฐกิจฐานล่างที่ยังทำได้ไม่ดีนัก ส่งผลให้กลุ่ม SMEs ยังอยู่ในสภาวะยากลำบาก การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้มีผลเพียงช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและภาระหนี้เท่านั้น แต่ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอและต้องใช้เวลาอีกหลายไตรมาสกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
“ประเมินว่าในปีนี้ไม่น่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก โดยปกติการลดดอกเบี้ยต้องคำนึงถึงการเพื่อสำรองพื้นที่ไว้รับมือหากสถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงกว่าเดิม ต้องลดดอกเบี้ยไปมากกว่านี้”
ที่น่ากังวลคือ สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในดุลยภาพที่ "ดอกเบี้ยต่ำ เติบโตต่ำ และเงินเฟ้อต่ำ" ซึ่งเป็นลักษณะที่น่ากังวลว่าจะกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจซึมยาวคล้ายกับ " Lost Decade" (ทศวรรษที่สูญหาย) ของประเทศญี่ปุ่น แม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลงแต่ก็ไม่ช่วยให้กลุ่ม SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นแบบก้าวกระโดดเนื่องจากความเสี่ยงของธุรกิจยังสูง ในขณะที่หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลงจากความเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่
“ทางออกสำคัญของเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ คือการเร่งแก้ไขที่โครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยต้องมุ่งเน้นการยกระดับทั้งภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ดอกผลของการเติบโตกระจายไปสู่คนในวงกว้างได้อย่างแท้จริง”


