“ณภัทร ทวีสิน” ทายาทแสนสิริ สวมบทหมอธุรกิจ คุมกองทุนพันล้าน เดินเกมนอกอสังหาฯ
เปิดตัว “ณภัทร ทวีสิน” สวมบท “หมอธุรกิจ” คุมกองทุนพันล้าน Sansiri Strategic Investment สร้าง New S-Curve ใหม่ สนับสนุนธุรกิจ SME โต 5–10 เท่า
KEY
POINTS
- เปิดตัว “ณภัทร ทวีสิน” บุตรชาย “เศรษฐา ทวีสิน” ขึ้นแท่นผู้นำรุ่นใหม่แสนสิริ
- สวมบท “หมอธุรกิจ” คุมกองทุนพันล้าน Sansiri Strategic Investment
- สร้าง New S-Curve ใหม่ เดินเกมนอกอสังหาฯ สนับสนุนธุรกิจ SME โต 5–10 เท่า
แม้ชื่อของ “ณภัทร ทวีสิน” หรือ “น้อบ” จะเป็นที่รู้จักในฐานะบุตรชายคนโตของ เศรษฐา ทวีสิน ผู้ก่อตั้งแสนสิริ และอดีตนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทที่น่าจับตาในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่สถานะ “ทายาท” หากคือการก้าวขึ้นมารับบท “หมอธุรกิจ” วัย 29 ปี ขับเคลื่อน “Sansiri Strategic Investment” กลไกการลงทุนใหม่ที่ต่อยอดจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ สู่การสร้างการเติบโตในมิติที่กว้างกว่าเดิม
เส้นทางของ ณภัทร 10 ปี โลดแล่นในบริษัทโกลบอล
เส้นทางของ ณภัทร เริ่มจากโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพบริติช ก่อนคว้าปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Oxford และต่อยอดปริญญาโท MBA จาก Harvard Business School
หลังเรียนจบ เขาสั่งสมประสบการณ์ด้าน ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการองค์กร (Management Consulting) กว่า 10 ปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ ร่วมงานกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Boston Consulting Group (BCG) และ Bain & Company ซึ่งเขาเปรียบบทบาทการทำงานที่ปรึกษาในองค์กรระดับโลกว่าไม่ต่างจาก “หมอของธุรกิจ”
ณภัทร เล่าว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เขาได้เห็นโจทย์ท้าทายจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเติบโต กลยุทธ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างรายได้ หรือการทำกำไร หน้าที่ของเขาคือเข้าไปวิเคราะห์ วินิจฉัย และออกแบบแนวทางรักษา เพื่อให้ธุรกิจกลับมาแข็งแรง และเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน
สองปี ในแสนสิริ
จนเมื่อ ปี 2024 เขาตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับแสนสิริ ณภัทร บอกว่า ช่วงสองปีที่ผ่านมา บทบาทแรกรับผิดชอบการขยายธุรกิจและการลงทุนในต่างประเทศของบริษัท และสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เช่นดูแลพอร์ตโรงแรมและไลฟ์สไตล์ของเครือไม่ว่าจะเป็น The Manner Soho ในนิวยอร์ก, โรงแรม The Standard Hua Hin และโรงแรม The Peri Hotel ในประเทศไทย
ก่อนหน้านี้ยังมีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉม Standard International และร่วมขับเคลื่อนดีลขายกิจการกับ Hyatt (ไฮแอท) โดยออกแบบโครงสร้างธุรกรรมให้สอดคล้องทั้งในมิติของวัฒนธรรมแบรนด์และการดำเนินงานระดับโลก
มาถึงปัจจุบัน ณภัทรทำงานร่วมกับผู้นำรุ่นใหม่อีกคนคือ “ศุภกร คงสมจิตต์” ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment ดูแลพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมภารกิจใหม่ในการขับเคลื่อนหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ “Sansiri Growth Incubator” วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการบ่มเพาะธุรกิจ และการค้นหาพันธมิตรที่มีศักยภาพ มุ่งลงทุนในกลุ่ม SME ภาค Real Sector ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประจำวัน
Sansiri Growth Incubator คืออะไร?
เขาอธิบายว่า Sansiri Growth Incubator เป็นเหมือน Business Unit ภายใต้แสนสิริ ไม่ได้ตั้งบริษัทใหม่ และไม่ใช่กองทุนทั่วไป เพราะใช้เงินลงทุนของบริษัทเอง ไม่มีการระดมทุนจากภายนอก จึงไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาการลงทุนแบบกองทุนทั่วไป
“หัวใจหลักของ BU นี้คือการเป็นพาร์ทเนอร์ ธุรกิจ SME มากกว่าเป็นแค่นักลงทุน” ณภัทรระบุ
เขากล่าวต่อว่า แสนสิริจะเข้าไปสนับสนุนทั้งด้านเครือข่ายสถาบันการเงิน การขยายตลาด การวางระบบ และให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แก่ SME โดยจะเริ่มคิกคิกออฟอย่างเป็นรูปธรรมช่วงกลางปี 2569 ซึ่งตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะร่วมมือกับพันธมิตรใน 5 กลุ่มธุรกิจเป็นหลัก ทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก กลุ่ม Real Sector หรือธุรกิจที่จับต้องได้ เช่น
- Food & Beverage เช่น ร้านอาหาร เบเกอรี่ คาเฟ่
- Lifestyle ซึ่งครอบคลุมสินค้าและแบรนด์ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิต
- Hospitality รวมถึงโรงแรม บริการ Wellness และธุรกิจบริการ อาทิ โรงพยาบาลสัตว์
- FMCG หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ ธุรกิจผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นต้น
- Education ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของระบบนิเวศการอยู่อาศัย อาทิ ธุรกิจเนอร์เซอรี่ หรือ รับฝากเลี้ยงเด็ก เป็นต้น
ซึ่งมองว่ากลุ่มธุรกิจเหล่านี้ จับต้องได้ เงินลงทุน 1,000 ล้านบาทจะทยอยลงทุน 3 ปี โดยขนาดธุรกิจ เน้นหนุนธุรกิจที่มียอดขายราว 200–300 ล้านบาทต่อปี หรือธุรกิจขนาดเล็กที่มีศักยภาพเติบโต ซึ่งถือเป็นช่วง Early Stage ถึง Early Growth เกณฑ์สำคัญคือต้องมีจุดขายชัดเจน มีความแตกต่างทางการแข่งขัน เช่น นวัตกรรมเฉพาะ ใบอนุญาต หรือสิทธิบัตรที่เลียนแบบได้ยาก และต้องสอดคล้องกับแนวคิด Integrated Living Community ภายใต้ปรัชญา “Constructing Life, Not Just Building” หรือดีเอ็นเอคล้ายกับแสนสิริ ซึ่งพันธมิตรทั้ง 5 กลุ่มอยู่ระหว่างการเจรจา
สำหรับสัดส่วนการลงทุนบริษัทจะไม่ถือหุ้นเกิน 50% หรือต้องการสัดส่วนการถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 10% ส่วนงบลงทุนในแต่ละธุรกิจคาด 20-30 ล้านบาทขึ้นไป
ทำไมต้องสนับสนุน SME?
ณภัทรให้คำตอบว่า ตลอดระยะเวลากว่า 42 ปี แสนสิริได้พัฒนาโครงการมากกว่า 500 โครงการ ครอบคลุมกว่า 20 จังหวัดในประเทศไทย รวมถึงโครงการต่างประเทศมากกว่า 4 โครงการในเมืองสำคัญ เช่น ลอนดอนและนิวยอร์ก ขณะเดียวกันยังมีฐานสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่น และฐานลูกค้าที่สะสมมา
แสนสิริมีจุดแข็งอยู่ 3 ด้านสำคัญ หนึ่ง มีประสบการณ์ในการสร้างและขยายธุรกิจ ทั้งบริษัทในเครือและการเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการอื่น สอง แสนสิริมี Ecosystem ที่แข็งแรง พร้อมเครือข่ายทางธุรกิจในไทยที่สามารถต่อยอดเป็นพาร์ทเนอร์ชิพ ช่วยเปิดประตูและเร่งการเติบโตให้กับธุรกิจที่ร่วมลงทุน และสาม มีทีมงานที่มีศักยภาพ ทั้งด้านการวางกลยุทธ์และการขับเคลื่อนการเติบโต สามารถเข้าไปช่วยคิด ช่วยวางแผน และผลักดันธุรกิจให้เติบโตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
บริษัทตั้งเป้านำจุดแข็งดังกล่าวมาใช้เป็นฐานสนับสนุนผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ในประเทศไทย ผ่านกลไกการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ ไม่จำกัดว่าฟาวเดอร์ SME ที่เราจะเป็นพาร์ทเนอร์ หรือเข้าไปสนับสนุนต้องเป็นคนไทย แต่ธุรกิจต้องดำเนินกิจการหลักในประเทศไทย และต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตและทิศทางการทำกำไรในอนาคตอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความแข็งแรงและเติบโตไปด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม เราตั้งเป้าเสริมแกร่งผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด 5-10 เท่า ภายใน 3-5 ปี จากวงเงินกองทุน 1,000 ล้านบาท
“แสนสิริมองว่า SME ไทยในกลุ่ม Real Sector คือ Hidden Gem ที่มีเอกลักษณ์และศักยภาพสูง แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องการขยายสเกลและเงินทุน Sansiri Growth Incubator จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์เร่งสปีด ที่เข้าไปเอ็มพาวเวอร์แบรนด์ท้องถิ่นให้เติบโตสู่ระดับสากล ผ่านการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ การเปิดตลาดด้วยฐานลูกค้าคุณภาพของแสนสิริ และการสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบนิเวศเดียวกัน"
ณภัทรย้ำว่า ความสำเร็จของธุรกิจที่จะมาเป็นพาร์ทเนอร์กับ Sansiri Strategic Investment ไม่จำเป็นต้องจบด้วยการขยายกิจการเสมอไป อาจเป็นการนำบริษัท IPO เข้าตลาดฯ หรือเติบโตเป็นธุรกิจส่วนตัวที่แข็งแรงในระยะยาวก็ได้ ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่เป็น Non-real Estate ของแสนสิริ เพิ่มจาก 12% เป็น 25% ภายในปี 2573 เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโครงสร้างรายได้ที่สมดุลมากขึ้น
เป้าหมายใหญ่คือการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนา “โครงการที่พักอาศัย” ไปสู่การสร้าง “ชุมชนแห่งการใช้ชีวิต” หรือ Integrated Living Environment ที่ผสานการอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพไว้ในระบบเดียวกัน เมื่อธุรกิจอสังหาฯชะลอตัว ในขณะเดียวกันต้องมองหาโอกาสใหม่ ตอบโจทย์ผู้บริโภคและกลุ่มผู้อยู่อาศัยในโครงการที่มีฐานรองรับกว่า 500โครงการ กว่า 2 แสนคน
สุดท้าย ด้วยบทบาท “หมอธุรกิจ” ณภัทร ตั้งใจเข้าไปช่วยฟาวเดอร์ที่เป็นพาร์ทเนอร์จากโปรเจกต์นี้ ให้สามารถถอยออกมาวางแผนระยะยาว กำหนดเป้าหมายเป็นช่วง ๆ ทุก 3 เดือน และนำโครงสร้างพื้นฐาน ระบบ และเครือข่ายของแสนสิริเข้าไปเติมเต็ม เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ ก้าวกระโดดสู่เวทีโลกในอีก 3–5 ปีข้างหน้าในที่สุด


