อีกขั้นของการพัฒนา TSC-1 ดาวเทียมไทยผ่านทดสอบสู่ใช้งานจริง
ดาวเทียม TSC-1 ฝีมือคนไทยพัฒนาเองกว่า 60% ผ่านการทดสอบอวกาศ เตรียมเข้าสู่ Flight Model ปีหน้า ยกระดับเทคโนโลยีไทย
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศไทยปรากฏชัดอีกครั้ง เมื่อโครงการดาวเทียม TSC-1 ภายใต้ความร่วมมือของ Thai Space Consortium เดินหน้าสู่ขั้นตอนสำคัญ หลังผ่านการทดสอบสภาวะอวกาศอย่างเข้มงวด และเตรียมพัฒนาไปสู่ดาวเทียมใช้งานจริง (Flight Model) ภายในปีหน้า
โดยเมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศ
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้เข้าชมห้องปฏิบัติการสำคัญ อาทิ ห้องทัศนศาสตร์ขั้นสูงสำหรับผลิตกระจกกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตร ห้องประกอบดาวเทียมแบบปลอดฝุ่น (Clean Room) และห้องดาราศาสตร์วิทยุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและทดสอบระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อนของดาวเทียม
รายงานความคืบหน้าระบุว่า ดาวเทียม TSC-1 เป็นดาวเทียมขนาดเล็กประเภทไมโครแซทเทลไลต์ น้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศสูงถึงกว่า 60% ครอบคลุมระบบสำคัญหลายด้าน ได้แก่ กล้องถ่ายภาพแบบไฮเปอร์สเปกตรัม ระบบตรวจวัดสภาพอวกาศ ระบบพลังงาน ระบบโครงสร้างและควบคุมอุณหภูมิ ตลอดจนซอฟต์แวร์ควบคุมทิศทางดาวเทียม (ADCS) และสถานีภาคพื้นดิน ซึ่งล้วนพัฒนาโดยนักวิจัยและวิศวกรไทย
ในส่วนของเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ยังคงมีการนำเข้าเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารและเซนเซอร์บางรายการเท่านั้น สะท้อนความสามารถของบุคลากรไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญ ดาวเทียมต้นแบบทางวิศวกรรม (Engineering Model) ได้ผ่านการทดสอบในสภาวะจำลองอวกาศครบถ้วน ทั้งการทดสอบสุญญากาศและอุณหภูมิสุดขั้ว (Thermal Vacuum) การทนทานต่อรังสี (Radiation) และการสั่นสะเทือน (Vibration) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในการยืนยันความพร้อมใช้งานจริงในอวกาศ
รองนายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า ความสำเร็จในขั้นตอนนี้สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและสร้างนวัตกรรมอวกาศด้วยตนเอง
สำหรับระยะต่อไป โครงการ TSC-1 จะเข้าสู่การพัฒนา Flight Model ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงจริงที่เตรียมส่งขึ้นสู่วงโคจรในปีหน้า โดยคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างบุคลากรด้าน Deep Tech และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศของประเทศไทยในระยะยาว


