posttoday

มติ กนง. นัดแรกปี 69 ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.00% จบรอบขาลง

25 กุมภาพันธ์ 2569

กนง.นัดแรกปี 69 ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี ภายใต้การตัดสินใจของ 6 กรรมการ หลัง “รพี สุจริตกุล” ลาออกก่อนครบวาระ ด้วยมติ 4 ต่อ 2 เสียง หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว ช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือน

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ในการประชุมครั้งแรกของปี ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%
  • อัตราดอกเบี้ยนโยบายใหม่ปรับลดจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที
  • กรรมการเสียงข้างมากเห็นว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระหนี้ ขณะที่ 2 เสียงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (25 ก.พ.2569) ซึ่งเป็นครั้งที่ 1 ของปี 2569 ถือเป็นอีกครั้งที่น่าจับตามอง หลังจาก นายรพี สุจริตกุล กรรมการ กนง. ได้ลาออกไปก่อนครบวาระ ทำให้การประชุม กนง.ครั้งนี้ จะมีกรรมการ กนง. เพียง 6 ท่าน จากปกติจะมีจำนวน 7 ท่าน ประกอบด้วย

  • นายวิทัย รัตนากร ประธานกรรมการ
  • นายปิติ ดิษยทัต รองประธานกรรมการ
  • นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ กรรมการ
  • นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน กรรมการ
  • นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการ
  • นายเชาว์ เก่งชน กรรมการ 
  • นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ (ทำหน้าที่ครั้งแรก) 

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนสรรหาบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการ กนง. ทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง คาดว่าจะมีกรรมการครบ 7 ท่าน ในการประชุมครั้งที่ 2 ของปี 2569 คือวันที่ 29 เม.ย.2569 

โดยในการประชุมครั้งที่ 1/2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อปี

โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และปี 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว 

โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 

ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง 

นอกจากนี้ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต 

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 

ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

ทางด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น 

ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

จบรอบวงจรดอกเบี้ยขาลงที่ 1% 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแตะที่ระดับ 1% ซึ่งถือเป็นการจบวงจรขาลงอย่างสมบูรณ์ 

ทั้งนี้ การตัดสินใจยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย รวมถึงสงครามการค้าโลกที่ดูเหมือนจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป เนื่องจากปัจจุบันดอกเบี้ยในเมืองไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมากอยู่แล้ว จนธนาคารพาณิชย์แทบจะไม่เหลือช่องว่างให้ลดดอกเบี้ยลงได้อีก โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ 

ปัญหาหลักที่แท้จริงคือ เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงการปรับตัวและสูญเสียอุตสาหกรรมเดิม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดเพื่อรอการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากแบบเดิมไปสู่สิ่งใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านอีกประมาณ 2-3 ปี

ในขณะที่ภาคการเงินพิจารณาเรื่องดอกเบี้ย ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SME ไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตจากการทะลักเข้ามาของทุนจีนและสินค้าจีน ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์และระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ SME จำนวนมากต้องปิดกิจการเพราะไม่สามารถหาตลาดสู้ได้ ส่งผลต่อเนื่องให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่ม SME เนื่องจากความเสี่ยงที่สูงขึ้น

โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำเพียง 1.5-2% ในอีก 3-4 ปี อย่างไรก็ตาม ไทยมีโอกาสจะกลับมาเติบโตที่ระดับ 4% ได้ในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2572 หากกระบวนการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสำเร็จ โดยเน้นย้ำว่า 5 ปีข้างหน้าคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ที่ไทยต้องเลือกใช้ทรัพยากรและงบประมาณที่มีจำกัดไปกับการดึงดูดการลงทุนและสร้างทีมเพื่อเก็บเกี่ยวโอกาสให้ทันเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและมาเลเซีย เพื่อไม่ให้ไทยต้องรั้งท้ายในภูมิภาค
 

ข่าวล่าสุด

InterSystems คว้า 4 รางวัล Best in KLAS 2026 ผู้นำเวชระเบียนโลก