posttoday

ยสท.ปรับเกมรุกตลาดโลก หลังรายได้ในประเทศหดตัว ตั้งเป้าส่งออก 1.2 พันล. เป้ากำไร 455 ล.

13 กุมภาพันธ์ 2569

ยสท. ปรับแผนปี 69 เร่งขยายตลาดต่างประเทศ-ธุรกิจ Non-Cigarette มากขึ้น หลังถาวะตลาดในประเทศหดตัวหนัก ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออกเป็น 1.2 พันลบ.และผลักดันรายได้รวมแตะ 6.3 พันล้านบาท ตั้งเป้ากำไรสุทธิปี 69 โต 455 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • ยสท. ปรับกลยุทธ์ปี 2569 หันไปรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง เพื่อชดเชยรายได้จากตลาดในประเทศที่หดตัวลง
  • ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการส่งออกบุหรี่ ใบยา และยาเส้นปรุงรสให้ได้ 1,200 ล้านบาท จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 800 ล้านบาทในปี 2568
  • คาดการณ์กำไรสุทธิสำหรับปี 2569 ไว้ที่ 455 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจที่ไม่ใช่ยาสูบเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยสรุปผลการดำเนินงานปี 2568 และทิศทางปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมยาสูบไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง นโยบายสาธารณสุขที่มุ่งลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ และการขยายตัวของบุหรี่ผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลให้ขนาดตลาดในประเทศหดตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยสท.มีกำไรสุทธิ 504 ล้านบาท ลดลงกว่า 94% และรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ลดลงกว่า 43% อย่างไรก็ตาม ยังสามารถประคองฐานะการเงินไว้ได้ พร้อมเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว 

ที่ผ่านมา ยสท.พึ่งพารายได้จากตลาดในประเทศมากกว่า 95% ปัจจุบันได้ปรับโครงสร้างรายได้ใหม่ให้สัดส่วนรายได้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 85% และเพิ่มรายได้จากต่างประเทศและธุรกิจอื่นเป็น 15% พร้อมตั้งเป้าหมายระยะยาวในปี 2575 ให้มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 60% และจากต่างประเทศรวมธุรกิจใหม่ 40% ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็น 20-22% จากเดิมราว 15% โดยวางเป้าหมายรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรต 6,344 ล้านบาท รายได้จากการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ 379 ล้านบาท และตั้งเป้ากำไรสุทธิไว้ที่ 455 ล้านบาท

ทั้งนี้ ทำให้ยาสูบมีการปรับแผนบริหารในปี 2569 กำหนดพลังขับเคลื่อนหลัก 4 ด้าน ได้แก่ รุกตลาดในประเทศ ผ่านการส่งออก ธุรกิจนอกเหนือบุหรี่ และการสร้าง New S-Curve ในอนาคต หลังในตลาดในประเทศยอมรับว่ายังถูกกดดันจากบุหรี่ผิดกฎหมาย เนื่องจากบุหรี่ถูกกฎหมายมีราคาต่ำสุดประมาณ 65-70 บาทต่อซอง ขณะที่บุหรี่เถื่อนอยู่ที่ 25-30 บาท ทำให้เกิดส่วนต่างราคาสูงและจูงใจผู้บริโภค

“ยสท.เร่งขยายตลาดต่างประเทศเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ผ่านการส่งออกบุหรี่สำเร็จรูป ใบยา และยาเส้นปรุงรส พร้อมทำโรดโชว์และสร้างเครือข่ายพันธมิตร โดยปี 68 มีมูลค่าส่งออกประมาณ 800 ล้านบาท และตั้งเป้าปี 2569 เพิ่มเป็นราว 1,200 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายธุรกิจ Non-Cigarette เช่น โรงพยาบาล โรงพิมพ์ อสังหาริมทรัพย์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และ Nicotine Pouches เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านรายได้” นายภูมิจิตต์ กล่าว

ในส่วนของ New S-Curve ยสท.เตรียมพัฒนาโครงการโรงงานสารสกัดนิโคตินเพื่อใช้ทางการแพทย์ คาดเริ่มดำเนินการในปี 2570 รวมถึงโครงการพัฒนาซิการ์ โดยทดลองปลูกในจังหวัดเชียงราย 19 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ และมีแผนขยายเพิ่มอีก 300 ไร่ พร้อมเตรียมร่วมผลิตกับแบรนด์ระดับโลก นอกจากนี้ ยังปรับบทบาทการบริหารจัดการยาเส้น จากผู้ผลิตแข่งขันกับเอกชน มาเป็นผู้ดูแลกระบวนการรับซื้อเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

สำหรับเป้ายอดขาย ปี 2568 อยู่ที่ 10,500 ล้านมวน และปี 2569 ได้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 11,200 ล้านมวน หรือเพิ่มขึ้น 700 ล้านมวน แม้ภาพรวมตลาดจะหดตัว โดยจะมุ่งขยายส่วนแบ่งในกลุ่มสินค้าที่เติบโต เช่น บุหรี่เม็ดบีบ บุหรี่ซูเปอร์สลิม และร้อยเอส ซึ่งเติบโตถึง 30% คาดว่ามูลค่ารายได้ปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 6,000–6,300 ล้านบาท ไม่รวมภาษี และหากรวมภาษีจะอยู่ที่ราว 20,000 ล้านบาท
 

ปัจจุบัน ยสท.มีกำลังการผลิตที่ออกแบบไว้ 30,000 ล้านมวนต่อปี แต่ผลิตจริงเพียงประมาณ 10,000 ล้านมวนต่อปี ลดลงมากกว่าครึ่งจากในอดีต ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจเกี่ยวเนื่องและธุรกิจใหม่ในปี 2568 ยังเติบโตต่อเนื่อง อาทิ บุหรี่ส่งออก 870.73 ล้านบาท ใบยาส่งออก 417.21 ล้านบาท โรงพยาบาลสวนเบญจกิติฯ 124.04 ล้านบาท และธุรกิจอื่นๆ รวมหลายสิบล้านบาท สะท้อนศักยภาพในการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่

 “บทบาทใหม่ของ ยสท. จะส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยา ซัพพลายเออร์ ผู้จัดจำหน่าย และรายได้รัฐ โดยใบยาถือเป็นพืชที่มีราคาและปริมาณรับซื้อค่อนข้างเสถียร ทั้งนี้ การเพิ่มโควตาการผลิตจะพิจารณาตามภาวะตลาดโลก” "”นายภูมิจิตต์ กล่าว
นายภูมิจิตต์ย้ำว่า แม้บริโภคบุหรี่ในประเทศลดลงตามนโยบายสาธารณสุข แต่ ยสท.จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษารายได้รัฐ สร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคมกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจขององค์กรในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

นักวิจัยจุฬาฯ เจ๋ง! ค้นพบ โพรไบโอติก “แอล34” ลดการอักเสบในผู้ป่วยไตเรื้อรังได้!