posttoday

EXIM BANK ปี 69 ลุยปล่อยสินเชื่อใหม่ 6 หมื่นลบ. โตแรงนำส่งออก 2%

12 กุมภาพันธ์ 2569

ชลัช รัตนบุญนิธิ เผย EXIM BANK คาดส่งออกปี 2569 โต 2% ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 6 หมื่นล้านบาท หนุน SME–อุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมคุม NPL สร้างเสถียรภาพการเงิน

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ว่า ธนาคารคาดการณ์การส่งออกของไทยจะขยายตัวมากกว่า 2% ต่อปี โดย EXIM BANK จึงตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อรองรับความต้องการเงินทุนของผู้ประกอบการในการขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไว้ที่ 60,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ทำได้ 54,346 ล้านบาท

“การบริหารจัดการวงเงินสินเชื่อ ธนาคารเน้นการให้สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการ โดยเตรียมวงเงินรองรับไว้ประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถหมุนเวียนได้ 2-3 รอบต่อปี ทำให้สามารถสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 100,000-150,000 ล้านบาท หากมีความต้องการใช้สินเชื่อที่สูงกว่าขีดความสามารถของธนาคาร พร้อมที่จะร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเต็มที่" นายชลัช กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย พร้อมขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และ New และตลาดใหม่ วงเงินรวม 9,125 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวมอยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันการลงทุนมีมูลค่า 194,564 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ธนาคารมุ่งสนับสนุนการลงทุนด้านเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีสะอาด วงเงิน 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้ส่งออกผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “EXIM 2X” ซึ่งมีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาสะสมแล้ว 25,036 ราย

ด้านคุณภาพสินเชื่อ ธนาคารบริหารความเสี่ยงเชิงรุก มีอัตรา NPL อยู่ที่ 3.66% Coverage Ratio 261.85% และมีกำไรสุทธิ 1,904 ล้านบาท สะท้อนความมั่นคงทางการเงิน พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot สนับสนุนผู้ส่งออกไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

นายชลัช กล่าวเพิ่มเติมว่า EXIM BANK ทำหน้าที่เป็นทั้ง “Strategic Bank” และ “Development Bank” ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่ม SME ให้ขยายตลาดไปมากกว่าจีนหรือสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนด้านการค้าโลก

ด้านการบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ธนาคารตั้งเป้ารักษาระดับและลดสัดส่วนจากปีก่อนที่อยู่ราว 3.6% โดยเน้นติดตามคุณภาพลูกหนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากธุรกิจในประเทศมากกว่ากลุ่มผู้ส่งออก

“ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัวตามเกณฑ์ ESG และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก เช่น มาตรการ CBAM เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน” นายชลัช กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารยังได้รับความร่วมมือจากธนาคารโลก (World Bank) ในการสนับสนุนสินเชื่อก้อนใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว และมีแผนพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนเครดิตร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างระบบนิเวศการค้าที่มั่นคงและยั่งยืนให้ผู้ประกอบการไทยในอนาคต

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกประมาณ 27,000 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ราว 5,000-6,000 ราย ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีมีประมาณ 22,000 ราย จากจำนวนเอสเอ็มอีทั่วประเทศกว่า 3 ล้านราย ส่วนที่เหลือมากกว่า 2.9 ล้านรายยังพึ่งพาตลาดภายในประเทศซึ่งมีประชากรราว 66 ล้านคนเป็นหลัก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การแข่งขันในประเทศมีความรุนแรงและโอกาสขยายตัวมีข้อจำกัด หากผู้ประกอบการไม่เร่งพัฒนานวัตกรรมหรือขยายไปสู่ตลาดใหม่ อาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้ นายชลัชให้สัมภาษณ์ถึงผลการดำเนินงานของ EXIM BANK ในปี 2568

ข่าวล่าสุด

ม.วลัยลักษณ์ จับมือ UNSIL อินโดนีเซีย ปั้นครูพันธุ์ใหม่สู่ระดับสากล