
ชัยวุฒิยอมรับลงทุนขนาดใหญ่เกิดยาก
“ชัยวุฒิ” ยอมรับการลงทุนขนาดใหญ่เกิดยาก ถูกประชาชนต่อต้าน เร่งภาครัฐสร้างความเข้าใจประชาชน พร้อมกระตุ้นบีโอไอกำหนดสิทธิประโยชน์ลงทุนในมาบตาพุด รวมถึงกรอบลงทุนในอีโคทาวน์
“ชัยวุฒิ” ยอมรับการลงทุนขนาดใหญ่เกิดยาก ถูกประชาชนต่อต้าน เร่งภาครัฐสร้างความเข้าใจประชาชน พร้อมกระตุ้นบีโอไอกำหนดสิทธิประโยชน์ลงทุนในมาบตาพุด รวมถึงกรอบลงทุนในอีโคทาวน์
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนา “อุตสาหกรรมร่วมใจ ชุมชนไทยน่าอยู่”ว่า นโยบายการพัฒนาพื้นที่การลงทุนใหม่ เช่น การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์น ซีบอร์ด) โครงการท่าเรือปากบารา เพื่อรองรับการลงทุนและการขยายกิจการของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศขณะนี้ไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องจากถูกประชาชนในพื้นที่ต่อต้าน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ชุมชนเพราะหากล่าช้าจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยถึงจุดจบได้
“ยอมรับว่าต่างชาติสนใจที่จะลงทุนในไทยอย่างมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และ สหรัฐ เพราะมั่นใจศักยภาพเศรษฐกิจของไทย แต่ในอนาคตการก่อสร้างโรงงานอาจถูกชาวบ้านต่อต้านเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเห็นได้จากโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดยากมาก ซึ่งต่างอดีตหากโรงงานเข้าไปตั้งในพื้นที่ใดทำให้ชาวบ้านดีใจ เพราะถือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น” นายชัยวุฒิ กล่าว
สำหรับโครงการที่ชาวบ้านต่อต้านมาก เช่น ปิโตรเคมี และโรงถลุงเหล็กนั้นรัฐบาลยังมีนโยบายที่ดำเนินการต่อไป แต่หากไม่สามารถผลักดันให้มาลงทุนในไทยได้ก็จะส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล่านั้นลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ไกลจากไทยมากนัก เพื่อสามารถขนส่งวัตถุดิบป้อนให้อุตสาหกรรมของไทยในกลุ่ม ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้เร่งให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดสิทธิประโยชน์ของการลงทุนในมาบตาพุดใหม่ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมภายใน 1-2 เดือน โดยจะให้สิทธิประโยชน์กับการลงทุนใหม่ที่ลดการปล่อยมลพิษมากขึ้น และจะให้สิทธิประโยชน์กับการลงทุนเพื่อลดมลพิษของโครงการลงทุนเดิม
นางสาวกฤตยาพร ทัพภะทัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.และบีโอไอกำลังศึกษารูปแบบการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนในเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโค ทาวน์) ซึ่งภายใน 1-2 เดือน บีโอไอจะเป็นเจ้าภาพจัดรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์จูงใจการลงทุนในอีโค ทาวน์ โดยสิทธิประโยชน์ที่จะประกาศออกมาอาจจะคล้ายกับสิทธิประโยชน์ใหม่ที่บีโอไอกำลังศึกษาเพื่อใช้ในมาบตาพุด แต่สิทธิประโยชน์ลงทุนในอีโค ทาวน์จะบังคับใช้กับการลงทุนทั่วประเทศ
นางมารยาท สมุทรสาคร ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์มหภาคและฐานข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) กำหนดแนวทางการพัฒนาอีโค ทาวน์เข้าไว้ด้วย โดย สศช.ตั้งเป้าหมายว่าเมื่อสิ้นแผนฉบับที่ 11 แล้ว จะมีอีโค ทาวน์เกิดขึ้น 2 แห่ง







