posttoday

รีเซ็ต NT สู่ยุคใหม่ ปรับโครงสร้าง-ตั้งบริษัทลูก ปูทางสู่ “กรมทางหลวงดิจิทัล”

12 กุมภาพันธ์ 2569

"ปลัดดีอี" กางแผนผ่าตัดใหญ่ NT เร่งลดรายจ่าย-ปรับโครงสร้าง สู่โมเดลบริษัทลูกหวังอยู่รอดในสนามโทรคมนาคม ปูทางสู่ “กรมทางหลวงดิจิทัล”

จากการยอมรับของ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งคาดการณ์ตัวเลขขาดทุนตามแผนประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากสองส่วน คือการไม่มีรายได้จากพันธมิตรโมบายล์ และค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากโครงการเกษียณก่อนกำหนด นั้น 

ต่อเรื่องนี้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสร้างความอยู่รอดให้กับ NT ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยระบุว่าภารกิจเร่งด่วนคือการปฏิรูปองค์กรให้เป็นองค์กรยุคใหม่ที่คล่องตัวและสามารถแข่งขันได้ในตลาด

วิกฤตรายจ่ายประจำพุ่งสูง-เร่งปรับโครงสร้างคน 

ปลัดกระทรวงดีอี ระบุว่า ปัจจุบัน NT มีโครงสร้างองค์กรแบบเดิมที่ทำให้มี รายจ่ายประจำสูงกว่า 75% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) ซึ่งปัจจุบันดำเนินมาเป็นรอบที่ 3 แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือภาวะ "คนเก่งลาออก" ในขณะที่คนไม่ทำงานยังคงอยู่ ทำให้กระทรวงต้องเร่งปรับเงื่อนไขเพื่อรักษาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถไว้กับองค์กรให้ได้

นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติแผนปรับโครงสร้างบอร์ดเบื้องต้น เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการ โดยจะมีการยุบรวมฝ่ายปฏิบัติการที่ทับซ้อนกัน และบรรจุตำแหน่งรองผู้บริหารเพียงบางส่วนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานโดยเตรียมประกาศโครงสร้างใหม่ในเดือนเม.ย.2569 ที่จะถึงนี้ ควบคู่กับการเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่แทน พ.อ.สรรพชัยย์ ที่กำลังจะหมดวาระในเดือน ก.ค.2569 อีกด้วย

ดันโมเดลบริษัทลูก เล็งดึงพันธมิตรร่วมทุน-เข้าตลาดหุ้น 

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ NT อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนคือ แนวคิดการจัดตั้งบริษัทลูก สำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เช่น บริการ Data Center หรือ Cloud (โครงการ GDCC คลาวด์ภาครัฐ) โดยมุ่งเน้นการหาพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) เข้ามาร่วมทุน

"เราต้องการลดความเป็นรัฐวิสาหกิจลงในส่วนของบริษัทลูก เพื่อให้สามารถนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น โดยใช้ โมเดลคล้ายกับ ปตท.สผ. ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นและเป็นสากลมากขึ้น"

มุ่งสู่การเป็น "กรมทางหลวงดิจิทัล" 

นายพชร ยังได้ฉายภาพอนาคตของ NT และกระทรวงดีอีว่า เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นเหมือน "กรมทางหลวง" ในโลกดิจิทัล ที่ทำหน้าที่สร้างเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้คนทั้งประเทศสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างมีมาตรฐาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (WDCR) ให้กลับมาอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นหลังจากที่ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 38 ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การปฏิรูป NT ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับใหม่ที่กระทรวงกำลังเร่งร่างขึ้น เพื่อให้หน่วยงานภายใต้สังกัดเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันและรองรับภารกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน 

กระทรวงดีอีกำลังเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการองค์กร เนื่องจากในปัจจุบันภารกิจของกระทรวงได้ขยายตัวครอบคลุมงานของทุกกระทรวง แต่จำนวนกำลังคนในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รีเซ็ต NT สู่ยุคใหม่ ปรับโครงสร้าง-ตั้งบริษัทลูก ปูทางสู่ “กรมทางหลวงดิจิทัล”

พชร อนันตศิลป์

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างภายในครั้งใหญ่เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรองรับภารกิจที่ขยายตัวดังกล่าว โดยปลัดกระทรวงดีอีตั้งเป้าหมายให้กระทรวงในอนาคตทำหน้าที่เสมือน "กรมทางหลวงดิจิทัล" ที่มุ่งสร้างเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เป็นมาตรฐานสำหรับคนทั้งประเทศ ซึ่งโครงสร้างนี้จำเป็นต้องทำเรื่องถึง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ต่อไป

อีกภารกิจที่สำคัญในปีนี้ คือ การยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับใหม่ (แผน 5 ปี) ซึ่งจะหมดในปี 2570 เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานดิจิทัลในประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

แผนฉบับใหม่นี้จะมีการบรรจุเรื่อง "กิจการอวกาศ" และ "เทคโนโลยีสมัยใหม่" เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีการดำเนินงานที่สอดคล้องและเป็นเอกภาพ รวมถึงการทำงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มากกว่าการผลักดันให้ทั้ง 2 หน่วยงานกลับมาอยู่ภายใต้กระทรวงดีอี

ส่วนประเด็นการตั้งรัฐบาล หากจัดตั้งได้เร็ว ประเทศก็จะเดินหน้าต่อหาก เลื่อนไปหลังเดือนมิถุนายน จะส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะจะเท่ากับว่าไม่สามารถใช้งบประมาณปี 2569 ได้เต็มที่ งบประมาณทั้งปีอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านบาท หากใช้ได้เพียง 70% เท่ากับว่าเงินหายไปถึง 1 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้หายไปจากระบบเศรษฐกิจโดยตรง และย่อมกระทบต่อการเติบโตของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายจีดีพีที่อยากให้ถึง 3% ก็จะทำได้ยาก 

ข่าวล่าสุด

กางข้อกฎหมาย เปิดช่องฟ้องกกต. ปมหีบบัตร-ผลนับคะแนนเลือกตั้ง69