NT เร่งบูทคลาวด์–ดาวเทียม หนีขาดทุน 6,000 ล้านบาทในปี 69
ปรับบทบาท สู่ Neutral Infrastructure Provider ลดความซ้ำซ้อนงบลงทุนประเทศ พร้อมผลักดัน Data Sovereignty และบริการคลาวด์ภาครัฐ ดึงพันธมิตรใหม่ลงทุน ดาวเทียม LEO
KEY
POINTS
- NT คาดการณ์ปี 2569 เสี่ยงขาดทุนหนัก 5,000-6,000 ล้านบาท หลังสิ้นสุดสัญญากับพันธมิตรค่ายมือถือ เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่
- เร่งเครื่องธุรกิจคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) และดิจิทัลโซลูชัน ชูผลงานประหยัดงบประเทศกว่า 5,000 ล้านบาท พร้อมผลักดัน Data Sovereignty สร้างความมั่นคงข้อมูลชาติ
- รุกตลาดดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ดึงเอกชนกว่า 5 รายร่วมเจรจา คาดได้พันธมิตรใหม่ 2-3 รายภายในสิ้นปีนี้ เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มในพื้นที่ห่างไกล
แม้ว่าภายในปี 2568 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ไม่มีรายได้หมื่นล้านจากการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ 2 ค่ายมือถือ คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แต่ในปี 2568 นั้น NT ยังคงรักษากำไรไว้ได้ที่ 1,900 ล้านบาท
พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กำไร 1,900 ล้านบาท จากรายได้รวมกว่า 55,000 ล้านบาท นั้น มาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนเดิมและการบริหารจัดการระบบหลังบ้าน เช่น ERP ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงไม่ได้มีปัจจัยที่คาดไม่ถึงทำให้ต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น นั่นคือคดีต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาหาก NT แพ้คดีก็จะมีผลในการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทด้วย
สำหรับปี 2569 เขายอมรับว่าเป็นปีที่ยากลำบาก โดยคาดการณ์ตัวเลขขาดทุนตามแผนประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากสองส่วน คือการไม่มีรายได้จากพันธมิตรโมบายล์ และค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากโครงการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อปรับลดจำนวนบุคลากร โดยในปี 2569 ได้เตรียมงบลงทุนไว้ 4,900 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ 30% เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานฟิกซ์ โมบายล์ และ บรอดแบนด์ ซึ่งจากนี้จะกลายเป็นรายได้หลักแทนโมบายล์ เพราะNT ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมได้ แม้จะมีลูกค้ารายใหม่เข้าและออกหลักแสนราย แต่NT มีข้อได้เปรียบในเชิงของค่าบริการที่มีตัวเลือกในราคาถูกกว่าคู่แข่งเอกชนในตลาด
ในส่วนของธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) พ.อ.สรรพชัยย์ เปิดเผยว่า มีเอกชนสนใจเข้ามาเจรจาไม่ต่ำกว่า 5 ราย และคาดว่าจะมีพันธมิตรใหม่เข้ามาติดตั้ง Gateway เพิ่มเติมอีก 2-3 ราย ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งธุรกิจนี้จะเน้นไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น พื้นที่ห่างไกล ชายฝั่ง และการใช้ IoT เพื่อป้องกันไฟป่า ซึ่งมีต้นทุนต่ำเพียงหลักหน่วยบาทต่อไร่ต่อปี
นอกจากนี้ NT ยังให้ความสำคัญกับ “อธิปไตยของข้อมูล” (Data Sovereignty) โดยพยายามผลักดันให้การประมวลผลข้อมูลภาครัฐเกิดขึ้นภายในประเทศ เพื่อความมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
NT คาดหวังว่ากลุ่มธุรกิจดิจิทัลจะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 โดยมุ่งเน้นบริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และดิจิทัลโซลูชัน โดยมีโครงการสำคัญประกอบด้วย
• คลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC): ปัจจุบันให้บริการแล้วกว่า 62,748 VM รองรับ 1,202 หน่วยงาน และช่วยประหยัดงบประมาณรัฐได้แล้วกว่า 5,000 ล้านบาท
• GDCC Open Data: ภายใต้นโยบาย Cloud First ได้ให้บริการไปแล้ว 23,155 VM รองรับโครงการสำคัญ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
• โซลูชัน e-Office: มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัลแบบ Paperless ปัจจุบันมี อปท. ใช้งานแล้วกว่า 53.33% (4,152 หน่วยงาน) และลูกค้าองค์กรภาครัฐอีก 110 หน่วยงาน
พ.อ.สรรพชัยย์ ยืนยันว่า NT พร้อมเปิดกว้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้, ไมโครเซอร์วิส และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน, โดยเน้นพันธมิตรที่มีความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมาย และมีมาตรฐานสากล เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศอย่างยั่งยืน
ทิศทางนับจากนี้ NT จะวางบทบาทเป็น Neutral Infrastructure Provider เน้นการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) เช่น Single Last Mile และท่อร้อยสายใต้ดิน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณประเทศโดยคาดการณ์ว่าอาจจะมีตัวเลขติดลบประมาณ 2 ปี คือปีนี้และปีหน้า แต่ด้วยการบูทรายได้ใหม่และการปรับลดบุคลากร เชื่อมั่นว่าจะสามารถรีเทิร์นกลับมามีกำไรได้ภายในปี 2571


