เศรษฐกิจไทย “ยักษ์หลับ” ที่ยังดึงดูดทุนโลก Chartered Group ชี้ศักยภาพสูง
ประธาน Chartered Group ระบุไทยยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีโอกาสลงทุนสูง โดยเฉพาะพลังงาน การเงิน และท่องเที่ยว พร้อมหนุน AI และสตาร์ทอัพรุ่นใหม่
KEY
POINTS
- ประธาน Chartered Group ชี้เศรษฐกิจไทยคือ “ยักษ์หลับ” ที่มีศักยภาพสูงสำหรับนักลงทุนทั่วโลก เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก
- เจาะ 3 ภาคธุรกิจดาวเด่นน่าลงทุนในไทย ได้แก่ พลังงาน, การเงินและการบริหารสินทรัพย์ และการท่องเที่ยว
- ชี้เป้าภาคพลังงานโอกาสเติบโตสูง รับเทรนด์ AI ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานและดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก ดันไทยสู่ฮับภูมิภาค
เอยาล อักโมนี ประธานกรรมการ Chartered Group ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเป็น “ยักษ์หลับ” ที่มีศักยภาพสูงสำหรับนักลงทุนทั่วโลก แม้จะถูกมองว่าพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลักก็ตาม โดยย้ำว่าไทยเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายอุตสาหกรรม
อักโมนี ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า ตลอดระยะเวลากว่า 36 ปีของประสบการณ์ลงทุนในภูมิภาค Chartered Group ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดหลักสองประการ ได้แก่ การลงทุนในสินทรัพย์ที่ประสบปัญหาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและมูลค่า และกลยุทธ์ “บลูโอเชียน” ที่มุ่งลงทุนในตลาดใหม่ซึ่งโอกาสในอนาคตยังไม่ถูกค้นพบอย่างเต็มที่
ปัจจุบัน Chartered Group ดำเนินธุรกิจผ่าน 4 เสาหลักการลงทุน ได้แก่ ภาคบริการทางการเงิน สินเชื่อและการปล่อยกู้แก่บุคคลและเอสเอ็มอี ธุรกิจโรงแรมระดับสูงในญี่ปุ่นและไทย และภาคเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และพนักงานกว่า 400 คนทั่วโลก
เมื่อประเมินโอกาสลงทุนในประเทศไทย Chartered Group ระบุว่า 3 ภาคธุรกิจที่โดดเด่นคือ พลังงาน การเงินและการบริหารสินทรัพย์ และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพลังงานซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูลจำนวนมาก
อักโมนี กล่าวว่า โครงสร้างตลาดพลังงานของไทยยังเปิดกว้างมากกว่าญี่ปุ่น และมูลค่าบริษัทพลังงานไทยยังต่ำกว่าคู่แข่งระดับโลก ทำให้มีโอกาสยกระดับผ่านการบริหาร กลยุทธ์ และเทคโนโลยี พร้อมชี้ว่าไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคได้
ทำไมลงทุนในบางจาก
สำหรับการลงทุนในบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับหุ้นส่วนไทยผ่าน บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด อักโมนี ย้ำว่าบริษัทมีมูลค่าต่ำกว่าศักยภาพ และควรขยายการลงทุนในระดับภูมิภาคและนานาชาติ รวมถึงเตรียมรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีใหม่
เขาย้ำว่า บางจากเป็นบริษัทที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง (Undervalued) เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับสากล แม้ว่าบริษัทจะมีสายธุรกิจที่หลากหลายก็ตาม เขามีความเห็นว่า ธุรกิจการกลั่นของบางจากยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก และบริษัทควรดำเนินโครงการในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติให้มากขึ้น โดย เขาเน้นย้ำว่า บางจากไม่ควรหยุดอยู่แค่การเป็นบริษัทท้องถิ่นในไทยเท่านั้น แต่ควรดำเนินรอยตามบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นและอเมริกาที่ขยายธุรกิจออกไปสู่ต่างประเทศ
สำหรับกลยุทธ์การเพิ่มกำไรและการเตรียมพร้อมสู่อนาคต อักโมนี ระบุว่ามีหลายวิธีที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับบริษัท ได้แก่
การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานค้าปลีกน้ำมันและธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ
การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคต
การลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centres) รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ
สำหรับการแข่งขันและการตั้งเป้าหมายในตลาด แม้ว่า PTT จะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม แต่ อักโมนี เชื่อว่ายังคงมีพื้นที่สำหรับคู่แข่งรายที่เล็กลงมาโดย Chartered Group ตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดผ่านนวัตกรรมและการขยายตัว
นอกจากนี้ เขายังเชื่อมั่นว่าหากมีการดำเนินงานอย่างจริงจัง ราคาหุ้นของบางจากอาจพุ่งสูงขึ้นได้ถึง 2-3 เท่า จากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจะต้องอาศัยการทำงานที่หนักหน่วงและมีนัยสำคัญก็ตาม
ในมุมมองระยะยาว อักโมนี ระบุว่า AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนระลอกใหม่ ประเทศที่ปรับใช้เทคโนโลยีได้รวดเร็วจะได้เปรียบ พร้อมเรียกร้องให้ไทยเร่งพัฒนา AI และสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต


