
กูลิโกะเปิดลูกอมใหม่รุกตลาดตั้งเป้า5ปีโกย200ล.
กูลิโกะ สบช่องตลาดลูกอมเพื่อลมหายใจสดชื่นไร้รสผลไม้ อัดงบ 40 ล้านบาท ส่ง กูลิโกะ ฟรุตเทีย ลงตลาด ตั้งเป้า 5 ปี ฟันยอดขาย 200 ล้านบาท
กูลิโกะ สบช่องตลาดลูกอมเพื่อลมหายใจสดชื่นไร้รสผลไม้ อัดงบ 40 ล้านบาท ส่ง กูลิโกะ ฟรุตเทีย ลงตลาด ตั้งเป้า 5 ปี ฟันยอดขาย 200 ล้านบาท
นายยิโระ วาตะบิขิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยกูลิโกะ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดรวมลูกอมเพื่อลมหายใจสดชื่น (Product Breath Freshener) มีมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมา 7% จากตลาดรวมลูกอมที่มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมา 3% โดยตลาดลูกอมเพื่อลมหายใจสดชื่นมีผลิตภัณฑ์ประเภทลูกอมเม็ดแข็งขนาดใหญ่รสมินต์เท่านั้น
บริษัทจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทลูกอมเม็ดเล็กรสผลไม้ไม่มีน้ำตาลที่ให้ความสดชื่น จับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงวัยทำงาน นักศึกษา และนักเรียนที่ใส่ใจสุขภาพ แบรนด์ กูลิโกะ ฟรุตเทีย ซึ่งนับเป็นสินค้าแรกของบริษัทที่อยู่ในประเภทลูกอม
ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้จักสินค้าและแบรนด์ ปีนี้บริษัทจึงใช้งบเป็นเงิน 40 ล้านบาท ในการโฆษณาผ่านสื่อ กิจกรรมทางการตลาด โรดโชว์ และแจกสินค้าตัวอย่างประมาณ 4 แสนชิ้น โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะมีส่วนแบ่งตลาดในตลาดลูกอมเพื่อลมหายใจสดชื่นมากเป็น 1 ใน 5 ของตลาด ในปีแรกของการทำตลาด และในอีก 5 ปี ข้างหน้าบริษัทตั้งเป้าที่จะยอดขาย 200 ล้านบาท
และขึ้นเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าว ซึ่งการทำตลาดของบริษัทจะส่งผลให้ตลาดรวมมีอัตราการเติบโตมากกว่า 20% ตลอด 5 ปี ข้างหน้าเช่นเดียวกัน
“เพราะการผลิตสินค้าใหม่ทำให้บริษัทต้องลงทุนในการขยายไลน์การผลิตสินค้าประเภทลูกอม ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ประเภทลูกอมเข้าสู่ตลาด รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มบิสกิต และช็อกโกแลต โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทในปัจจุบันแบ่งเป็น 70% จากกลุ่มบิสกิต 25% จากกลุ่มช็อกโกแลต และ 5%
จากกลุ่มสแน็ค ส่วนภาพรวมรายได้ของบริษัทในปีนี้ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10% ใกล้เคียงกับหลายปีที่ผ่านมา ” นายยิโระ กล่าวเพิ่มเติม
นายฮิโระโนะบุ ฮาราดะ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มงานการตลาด บริษัท ไทยกูลิโกะ กล่าวว่า สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย ปีนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายสัดส่วนการขายในช่องทางร้านค้าปลีกทั่วไปให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% จาก 40% เนื่องจากบริษัทพบว่าผู้บริโภคในต่างจังหวัดมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น และร้านค้าปลีกทั่วไปเป็นช่องทางหลักของกลุ่มผู้บริโภคเหล่านั้น ส่วนช่องทางโมเดิร์นเทรด บริษัทก็จะลดสัดส่วนลงเหลือ 50% จาก 60%







