posttoday
คลัง ทบทวนเกณฑ์ TISA ชี้ตัวคูณลดหย่อน 0.7–1.3 เท่ายังเป็นตุ๊กตา ชงครม.ปีนี้

คลัง ทบทวนเกณฑ์ TISA ชี้ตัวคูณลดหย่อน 0.7–1.3 เท่ายังเป็นตุ๊กตา ชงครม.ปีนี้

11 ธันวาคม 2568

คลังเร่งเคาะรูปแบบโครงการ TISA หลังทบทวนรายละเอียด ชี้ ลดหน่อย 0.7 เท่า 1.3 เท่ายังเป็นแค่ตุ๊กตา ทั้งโครงสร้างแรงจูงใจภาษีและตัวคูณลดหย่อนใหม่ ตั้งเป้านำเสนอ ครม. ภายในปีนี้ ก่อนเดินหน้าใช้ปีภาษี 2569.

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังชี้แจงว่าตัวคูณสิทธิลดหย่อนภาษี 0.7–1.3 เท่า สำหรับโครงการ TISA ยังเป็นเพียงตัวเลขสมมติ (ตุ๊กตา) ที่ใช้ในการพิจารณาและยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย
  • TISA เป็นมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาวรูปแบบใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาท ครอบคลุมการลงทุนหลากหลายประเภทเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน
  • โครงการ TISA มีแผนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติภายในสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ในปีภาษี 2569

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงความคืบหน้ามาตรการส่งเสริมการออมและเสริมความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ผ่านโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) โดยระบุว่า TISA ถูกออกแบบมาเพื่อวางระบบการออมระยะยาวของประเทศอย่างยั่งยืน และเพิ่มพื้นที่ให้ประชาชนบริหารการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการ TISA จะเพิ่มสิทธิประโยชน์หักลดหย่อนภาษีสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว สูงสุด 800,000 บาท ครอบคลุมการลงทุนหลายประเภท ทั้งประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุน RMF, PVD, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน, กอช., กองทุนรวม หุ้น ETF ตราสารหนี้ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Fund) โดยหากลงทุนในกองทุนไทยที่เป็น ESG จะได้รับ “แต้มต่อ” ลดหย่อนได้ 1.2 เท่า

พร้อมกันนี้ หากประชาชนออมเพิ่มอีก 200,000 บาทต่อปี จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับดอกเบี้ย เงินปันผล และกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gains) จากเงินส่วนดังกล่าวด้วย ถือเป็นการวางระบบแรงจูงใจด้านภาษีแบบถาวร ไม่บิดเบือนตลาดเหมือนในอดีต

นายเอกนิติ ระบุว่า ระบบแรงจูงใจภาษีเดิมมีจุดอ่อน โดยเฉพาะ LTF ที่ให้สิทธิคนทุกกลุ่ม ทำให้ตลาดบิดเบือน ผู้ลงทุนจำนวนมากขาดทุนเฉลี่ยราว 25–30% ขณะที่รัฐสูญเสียงบประมาณจากการลดหย่อนภาษีราว 40,000 ล้านบาท “ตรงนั้นไม่มีใครได้ประโยชน์ และทำให้หลายคนยังเจ็บตัวจาก LTF จนถึงวันนี้” นายเอกนิติกล่าว

สำหรับรายละเอียดการลงทุนผ่าน TISA รัฐจะปรับกฎประกันชีวิตแบบบำนาญครั้งใหญ่ ทั้งปลดล็อกอากรไมโครอินชัวรันส์ ช่วยผู้มีรายได้น้อยซื้อประกันได้ง่ายขึ้น และเปิดทางให้บริษัทประกันลงทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือกรมธรรม์ โดยจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ซื้อสามารถเลือกรับเงินก้อนหลังเกษียณเป็นบำเหน็จได้สูงสุด 30% ควบคู่การรับบำนาญรายเดือน

ในส่วนการออมผ่านพันธบัตรออมทรัพย์ จะเปิดจำหน่ายทุกเดือน และให้ขายคืนได้ทุกเวลาเมื่อมีความจำเป็น อีกทั้งยังสามารถนำวงเงินสิทธิประโยชน์ภาษี 800,000 บาท มาใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินได้สูงสุด 25% ของมูลค่าบัญชี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในยามฉุกเฉิน

ด้านการลงทุนในหุ้น TISA จะเน้นหุ้นไทยเป็นหลัก โดยสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้คัดหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเหมาะสมเข้าสู่โครงการ เพื่อให้ประชาชนลงทุนได้อย่างมั่นใจ

นายเอกนิติย้ำว่า TISA เป็นการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานโดยไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียประโยชน์ แต่ต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย มีหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงในระยะยาว พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงให้มาตรการตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด โดยยืนยันว่าการดำเนินงานครั้งนี้ “ไม่ได้คิดเรื่องผลทางการเมือง แต่ทำเพื่อสร้างระบบการออมที่ยั่งยืนให้คนไทยทั้งระบบ”
 

“อย่างไรก็ตามเราพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รัฐไม่ได้ต้องการให้ใครเสียประโยชน์ หรือผลทางการคลัง หรือเป็นเรื่องของการเมือง แต่ต้องการช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีหลักประกัน มีความมั่นคงทางการเงินระยะยาว พร้อมแก้ไขความบิดเบือนของตลาดในอดีต ซึ่งเป็นบทเรียนที่ศึกษามายาวนาน” 

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการ TISA ยังอยู่ในขั้นสรุปแบบสรุปรายละเอียด เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้นตัวเลขแรงจูงใจ เช่น “ตัวคูณภาษี” ไม่ว่าจะ 0.7 เท่า หรือ 1.3 เท่า ยังเป็นเพียงซินาริโอ (ตุ๊กตา) สำหรับหารือเท่านั้น โดยต้องประเมินให้รอบด้าน ทั้งรูปแบบแรงจูงใจภาษี ตัวคูณของกลุ่มรายได้ต่าง ๆ ตัวคูณพิเศษสำหรับสินทรัพย์ ESG และภาระงบประมาณ รวมถึงผลกระทบต่อตลาดทุน

“ตราบใดที่ ครม. ยังไม่อนุมัติ ตัวเลข 0.7 เท่า หรือ 1.3 เท่า ยังเป็นเพียง Scenario เท่านั้น เรายังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย โดยคาดว่า TISA จะเข้าครม.ได้ภายในธ.ค.นี้ และเริ่มได้ภายในปีภาษี 2569 ” 

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า โครงการ TISA ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการออมไม่พอ ของมนุษย์เงินเดือน โดยใช้แรงจูงใจทางภาษีเป็นเครื่องมือหลัก หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในปีภาษี 2569 โดยบางองค์ประกอบ เช่น ระบบรองรับการลงทุนตรง อาจต้องใช้เวลาเตรียมการเพิ่มเติม ซึ่ง ก.ล.ต. ตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2569

สำหรับประเด็นตัวคูณภาษี 1.3 เท่า สำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี และ 0.7 เท่า สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงกว่า ซึ่งถูกมองว่าอาจทำให้กลุ่มรายได้สูงเสียสิทธิลงนั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำว่ายังไม่มีข้อสรุปจนกว่าจะนำเสนอ ครม. โดยยังมีชุดตัวเลขหลายแบบรอพิจารณา และไม่ควรดูเพียงตัวเลข 1.3 เท่า หรือ 0.7 เท่า อย่างโดดเดี่ยว เพราะอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน

"เราไม่อยากให้ไปดูแค่เพียงตัวเลข 1.3% หรือ 0.7% อย่างเดียว ซึ่งตัวเลยไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะยังมียังมีอัตราอีกหลายชุด ยอมรับว่า หากมองแค่ตัวเลขนั้นมีผลกระทบต่อการลงทุนตลาดทุน ซึ่งการใช้ "ตัวคูณ" เป็นเรื่องของโปรโมชั่นที่จำเป็น เพื่อจูงใจให้คนตัวเล็กที่ออมน้อยอยู่แล้วสามารถลดหย่อนได้มากขึ้น รูปแบบลงทุน TISA เปิดกว้างทั้ง แบบ DIY คือ ลงทุนหุ้น พันธบัตร ผ่านโบรกเกอร์ ภายใต้เงื่อนไขถือยาว และแบบกองทุนที่หน่วยงานกำหนดว่าปลอดภัย”

โดยระบุว่า TISA ต้องพิจารณาเป็นระบบรวม ทั้งด้านแรงจูงใจ การดูแลผู้ลงทุน และผลกระทบต่อตลาดทุน หากพบว่าการลงทุนบางประเภทได้รับผลกระทบจากตัวคูณที่เสนอ รัฐสามารถพิจารณา “ตัวคูณแบบโปรโมชั่น” เพื่อช่วยเสริมแรงจูงใจเป็นกรณีพิเศษได้


นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ฝั่งประกันจะปลดล็อกให้บริษัทประกันลงทุนในตราสารทุนได้มากขึ้น หลังปรับเกณฑ์ความเสี่ยงใหม่ ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากบริษัทประกันเพิ่มจากปัจจุบันราว 200,000 ล้านบาท เป็น ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มสภาพคล่องและโอกาสผลตอบแทนแก่ประชาชนในระบบประกันชีวิตและประกันวินาศภัย


 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน