
บล.กสิกรไทยรุกกลยุทธ์ ขยายนักลงทุนหน้าใหม่
...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
การขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานในตลาดทุน ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต่างทุ่มเทกำลัง พร้อมปรับกลยุทธ์มานาน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ บล.กสิกรไทย ที่เริ่มโหมกระหน่ำจัดโครงการอบรมถึง 2 โครงการ เริ่มตั้งแต่เมื่อปี 2553 เพื่อเสริมทัพนักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่วงการตลาดทุนไทย
ทั้งนี้ โครงการแรก คือ
“KS The Great Investor” ซึ่งเปิดรับสมาชิกหน้าใหม่ที่ไม่เคยผ่านการเปิดพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นเลยทั้งหมด 88 คน มาร่วมอบรมกับกูรูในวงการตลาดทุนทั้งหมด 8 คน ซึ่งการลงทุนจะไม่จำกัดที่ตลาดหุ้นอย่างเดียว ผู้อบรมสามารถลงทุนในตราสารอนุพันธ์ได้ด้วย โดยเงินลงทุนทั้งหมดผู้สมัครตกลงลงทุนเอง ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนผู้ชนะจะวัดเป็นอัตราผลตอบแทนของแต่ละราย ซึ่งผลกำไรและขาดทุนผู้ได้รับเลือกอบรมจะรับผลการลงทุนนั้นเองขณะที่อีกโครงการหนึ่ง คือ
“The Young Turk Investor” ที่จะรับผู้เข้าร่วมอบรมโครงการทั้งหมด 40 คน ที่ไม่เคยเปิดพอร์ตการลงทุนกับโบรกเกอร์ไหนมาก่อนเช่นกัน มาอบรม รับฟังปัจจัยพื้นฐานการลงทุนหุ้น เทคนิคการลงทุน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญหลัก คือ “กวี ชูกิจเกษม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย เป็นพี่เลี้ยงหลัก และระหว่างนั้นผู้อบรมเข้าสู่กระบวนการซื้อขายหุ้นเลย ซึ่งทาง บล.กสิกรไทย จะออกเงินลงทุนเบื้องต้นให้ทั้งหมด 3 หมื่นบาท และผู้ชนะจะวัดเป็นอัตราผลตอบแทนของแต่ละรายเช่นกัน“
ประสงค์ รุ่งสมัยทอง” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานกลยุทธ์องค์กร เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จมาก โดยผู้ที่ชนะเลิศ 3 อันดับแรก มีอัตราผลตอบแทนที่ 19% 13% และ 12% ตามลำดับส่วนผลที่ตามมา คือ หลังจากมีการอบรมเสร็จ ผู้เข้าร่วมอบรมถึง 60% จากทั้งหมด 40 คน มีการเปิดบัญชีการซื้อขายกับบริษัท ซึ่งบางรายเปิดบัญชีทางอินเทอร์เน็ตแบบ Cash Account กับบัญชีที่ให้เจ้าหน้าที่การตลาดเป็นผู้ดูแลตามมาด้วย
จากผลความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดโครงการ
“The Young Turk Investor Season 2” ขึ้นในปี 2554 ซึ่งเปิดให้สมัครตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.18 มี.ค.นี้ และเปิดรับสมัครมาเพียงถึง 7 ก.พ. มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งหมดกว่า 600 คน ถือว่าได้รับผลตอบรับดีมาก เมื่อเทียบกับผู้สมัครของปีก่อนทั้งหมด 1,500 คนอย่างไรก็ดี ความแตกต่างของโครงการครั้งที่ 12 ไม่มีความแตกต่างกันมาก เพียงแต่ลักษณะของเนื้อหาในการอบรมจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะครั้งแรกดัชนีหุ้นอยู่ในระดับ 750950 จุด แต่ปัจจุบันเป็นการสอนและให้ดูพื้นฐานที่ระดับดัชนีที่ 1,000 จุด
“
กวี ชูกิจเกษม” กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องสื่อสารออกไป คือ การให้ผู้อบรมให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนที่แท้จริงมากกว่าระดับของดัชนี เพราะมีบททดสอบให้เห็นแล้วว่าหลักทรัพย์หลายตัวที่ในระดับดัชนีปัจจุบันมีมูลค่าและราคาหุ้นที่สูงกว่าช่วงที่ดัชนีเคยพุ่งถึง 1,700 จุด เพียงแต่ต้องอธิบายให้ผู้อบรมเข้าใจว่าควรเตรียมตัวความพร้อมสถานการณ์การลงทุน และภาวะที่เปลี่ยนแปลง มากกว่าจะกังวลที่ดัชนีขึ้นลง“
ที่ผ่านมาเห็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่อยากเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะรายย่อย แต่มีนักลงทุนที่ถ่อมตนว่าการเข้าสู่วงการนี้ต้องเป็นผู้มีความรู้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงมาก เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลานานในการศึกษา หรือบางคนก็มองว่าเป็นเรื่องของการเก็งกำไร และต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่สำหรับโครงการนี้จะทำให้นักลงทุนปรับทัศนคติการลงทุนในหุ้นได้ และมองว่านักลงทุนที่มีเงินปริมาณแค่หลักหมื่นก็สามารถประสบความสำเร็จจากการลงทุนเช่นกัน หากมีความเข้าใจในกลยุทธ์ และปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง”“
กิตติพงษ์ พงษ์ประพัฒน์” อายุ 31 ปี ประกอบอาชีพนักบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เล่าให้ฟังว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ The Young Turk มีความสนใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้ว แต่ลักษณะงานเก่าที่เป็นนักวิเคราะห์งบการเงินให้กับธนาคารแห่งหนึ่ง ทำให้ไม่มีเวลาศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจัง แต่ได้ลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น กองทุนรวม ลงทุนในคอนโดมิเนียมให้เช่า ซึ่งก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากเงินออมแต่เมื่อเปลี่ยนงานใหม่ สามารถจัดตารางเวลาได้ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งระยะแรกของการอบรมจัดพอร์ตการลงทุนจะซื้อหุ้นระยะสั้นสลับยาว ซึ่งก็ทำให้ขาดทุน เพราะช่วงนั้นดัชนีอยู่ที่ 750800 จุด ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองพอดี ก็ยังไม่ขาย และทำให้ยิ่งขาดทุนไปเรื่อยๆ แต่พอได้อบรมกับคุณกวีเรื่องการซื้อขายให้ถูกจังหวะ ถึงจะมาเข้าใจเรื่องการตัดขาดทุนออกไป ซึ่งก็นำมาใช้กับพอร์ตลงทุนได้เช่นกัน
สิ่งที่ได้จากการลงทุน คือ ทำให้เรารู้ว่าการเลือกลงทุนในหุ้นนั้นสามารถทยอยลงทุนได้ เพียงแต่เลือกในสไตล์ที่เหมาะสมกับบุคลิกของเรา และให้มองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเหมือนการลงทุนธุรกิจที่มองเป็นการลงทุนในระยะยาว ต้องใส่ใจในรายละเอียดให้มาก
“
ผมจำอัตราผลตอบแทนตอนแข่งขันไม่ได้แล้ว เพราะผ่านมาเกือบ 1 ปี แต่หลังอบรมก็เปิดบัญชีกับ บล.กสิกรไทย 2 บัญชี คือ ทั้งทางอินเทอร์เน็ตที่ไว้สำหรับการซื้อขายเอง กับบัญชีที่มีเจ้าหน้าที่การตลาดดูแลให้ในกรณีที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ และยังมีบัญชีที่ฝากเพื่อนลงทุนในพอร์ตของเพื่อนอีก โดยทั้งปี 2553 มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 1520%”สำหรับลักษณะการลงทุน
“กิตติพงษ์” เล่าว่า จะแบ่งเป็นการลงทุนระยะสั้นที่จะไม่กำหนดปริมาณหลักทรัพย์เอาไว้ซื้อขายวันเดียว หรือไม่กี่วันบ้าง และการลงทุนระยะยาวที่มีหลักทรัพย์ไว้ประมาณ 45 บริษัท ซึ่งบางหลักทรัพย์ซื้อไว้ตั้งแต่ครั้งแรก และยังไม่มีการขายถึงปัจจุบันนี้ และที่สำคัญ ตอนนี้จะใช้เวลาอ่านบทวิเคราะห์ที่ บล.กสิกรไทย ส่งมาให้ทุกวัน วันละครึ่งชั่วโมง และถ้าวันไหนต้องบินไปต่างประเทศก็จะมาอ่านย้อนหลัง ซึ่งตอนนี้ขอเวลาศึกษาการลงทุนในหุ้นให้มีความรู้มากกว่านี้ อนาคตก็มีความสนใจจะไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ตราสารทุนอื่นต่อนี่คือหนึ่งตัวอย่างของนักลงทุนหน้าใหม่ที่ใส่ใจในพื้นฐานการลงทุนที่ดี ซึ่งหากหน่วยงานอื่นในตลาดทุนได้มาร่วมมือร่วมแรงหาวิธีดึงดูดผู้ลงทุนหน้าใหม่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อว่าอนาคตเป้าหมายการขยายฐานนักลงทุนให้มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน คงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไปแล้ว







