
แกะสมการ “Robinhood Coin” ปั้นเน็ตเวิร์กลูกค้าพรีเมียม-Gen Z
บลอกเชน เปลี่ยนเกมส่งอาหารไทย “Robinhood Coin” กุญแจเชื่อมโลกลูกค้าพรีเมียม- Gen Z เมื่อความภักดีแบรนด์ไม่ได้มาจากส่วนลด แต่มาจาก การมีส่วนร่วม
KEY
POINTS
- โรบินฮู้ด พลิกเกมฟู้ดเดลิเวอรี ชู “Robinhood Coin” กลยุทธ์ใหม่สร้างเครือข่ายลูกค้าพรีเมียม-Gen Z หนีสงครามราคา
- เปลี่ยนนิยามความภักดี! ไม่ใช่การสะสมแต้มแลกส่วนลด แต่ “Robinhood Coin” คือกุญแจให้ลูกค้ามีสิทธิ์โหวต ออกแบบแอปฯ และร่วมกิจกรรม สร้างการมีส่วนร่วมแทนโปรโมชัน
- ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน “ApeChain” ครั้งแรกในธุรกิจส่งอาหาร ถอดโมเดลจาก Bitcoin จำกัดจำนวนเหรียญเพียง 21 ล้านเหรียญ เพื่อสร้างคุณค่าและความโปร่งใส
- เป้าหมายสร้างเน็ตเวิร์กลูกค้ากำลังซื้อสูงที่แข็งแกร่ง เพื่อดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจและพิสูจน์ว่าสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องเผาเงินในสงครามส่งอาหาร
สะสมแต้ม แลกพ้อยท์ หวังแลกส่วนลดร้านอาหาร คงไม่ใช่สูตรความสำเร็จของ โรบินฮู้ด ในการสู้ศึกสงครามส่ง(อาหาร)ด่วนในยุคนี้ ไอเดียการสร้างลูกค้าพรีเมียมและต้อน Gen Z เข้าระบบ ผ่านการสะสม “Robinhood Coin” จึงเป็นทางออกของผู้เล่นรายเล็กในการหนีออกจากตลาด Red Ocean เพราะนี่ไม่ใช่การเล่นสงครามราคา แต่เป็นการสร้างความพิเศษให้กับลูกค้าของโรบินฮู้ด มีสิทธิ์ มีเสียงในการโหวต ออกแบบแอปส่งอาหาร เสมือนเป็นหนึ่งในเจ้าของโรบินฮู้ด ได้ทุกรูปแบบ หากคุณมี “Robinhood Coin” มากพอ
มรกต ยิบอินซอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Robinhood (โรบินฮู้ด) แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทยเพื่อคนไทย เปิดเผยว่า เป็นเวลา 1 ปีแล้วที่ยิบอินซอยเข้าซื้อกิจการ โรบินฮู้ด จาก SCB ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมาทำให้ได้เรียนรู้ว่า แฟนพันธุ์แท้ของ โรบินฮู้ด ยังคงเหนียวแน่น ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนอยู่ในระบบประมาณ 1 ล้านราย ซึ่งมีตัวเลขแอคทีฟในช่วง 3 เดือน อยู่ที่ 4 แสนราย มียอดสั่งต่อออเดอร์ต่อครั้งอยู่ที่ขั้นต่ำ 250-300 บาท
สะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ โรบินฮู้ด เป็นผู้มีรายได้สูง เพราะส่วนใหญ่ฐานลูกค้ามาจากลูกค้า SCB มีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ไม่สนใจเรื่องการลดราคาเหมือนตลาดทั่วไป และมีอายุอยู่ที่ 30-50 ปี ขณะที่ร้านค้าแอคทีฟอยู่ที่ 2 แสนร้านค้า และไรเดอร์ลงทะเบียนอยู่ประมาณ 2-3 หมื่นราย และแอคทีฟต่อวันอยู่ที่ 3.5 พันราย
แน่นอนว่าในส่วนของโปรแกรมการเพิ่มศักยภาพร้านค้า และการให้ความรู้ผ่านกิจกรรมต่างกับไรเดอร์ โรบินฮู้ด ทำมาอย่างต่อเนื่องในห้วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าคอมมูนิตี้ของร้านค้าและไรเดอร์เป็นกลุ่มที่พอใจกับ โรบินฮู้ด เพราะคิดค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 28% สำหรับร้านค้า และไรเดอร์เองก็ไม่ถูกพ่วงออเดอร์
ดังนั้นในลำดับต่อไปคือการสร้างฐานลูกค้าให้เหนียวแน่น และฟังเสียงสะท้อนของลูกค้าในการออกแบบสินค้า บริการ และกิจกรรมของ โรบินฮู้ด เพราะเธอเชื่อว่า ฐานแฟนคลับของ โรบินฮู้ด ไม่ได้สนใจแค่เรื่องลดราคา แต่ต้องการความพิเศษในการออกความเห็นและออกแบบแอปโรบินฮู้ดในแบบของเขา และเชื่อว่ายังมีลูกค้าอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะ Gen Z ที่ชอบแนวคิดดังกล่าว
แนวคิดการสะสม “Robinhood Coin” จึงเกิดขึ้นครั้งแรกของโลกกับธุรกิจส่งอาหาร ที่นำเทคโนโลยีบลอกเชนมาใช้
“Robinhood Coin” ไม่ใช่การสะสมแต้มแล้วนำไปแลกส่วนลดเหมือนที่แบรนด์ทั่วไปทำ แต่ “Robinhood Coin” จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดสิทธิ์ให้ลูกค้าที่มีเหรียญมากพอในการโหวตกิจกรรมพิเศษ โหวตแคมเปญ โดยแต้มไม่หาย หรือหรือรับสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิกได้ในอนาคต เช่น การโหวตร้านอาหารโปรด การเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม หรือการได้รับเชิญเข้าร่วมงานอีเวนต์สุดพิเศษที่จัดโดยโรบินฮู้ด อาทิ Chef’s Table, Food & Culture Festival, คอนเสิร์ต, เวิร์กช็อปการทำอาหารกับเชฟชื่อดัง ไปจนถึงงาน Robinhood Community Day ที่รวมแฟนพันธุ์แท้โรบินฮู้ด รวมถึงสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรของโรบินฮู้ด เช่น ร้านอาหาร โรงหนัง ฟิตเนส คาเฟ่ หรือ กิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ
Robinhood Coin จึงเป็นเหมือนการสร้างเครือข่ายของกลุ่มคนพรีเมียม ที่แบรนด์ต่างๆต้องหันมามองและอยากทำกิจกรรมด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ หากมีเหรียญเยอะ แสดงว่า เขาซื้อเยอะ แสดงว่า เขามีกำลังซื้อ มีรายได้สูง
เพราะการได้มาซึ่ง “Robinhood Coin” นั้น ลูกค้าต้องมียอดสั่งซื้อทุก 100 บาท จะได้รับ 10 Purple Point และเมื่อสะสม Purple Point ได้ 1,000 แต้ม ถึงจะได้ “Robinhood Coin” ที่ 1,000 เหรียญ
“เมื่อคนต้องการสะสมแต้มเพื่อแลกเหรียญ เขาก็จะเพิ่มกำลังซื้อไปในตัว ร้านค้าก็ได้ประโยชน์ ไรเดอร์ก็ได้ประโยชน์” มรกต ฉายภาพ โดยเธอคาดว่ากลยุทธ์นี้จะทำให้ลูกค้า ร้านค้า ไรเดอร์เติบโต ลูกค้าใหม่จะเพิ่มขึ้น 20-30 % ได้ไม่ยาก
แต่การแลก“Robinhood Coin” ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่า โรบินฮู้ด เตรียมจำนวนเหรียญไว้ทั้งหมด 21 ล้านเหรียญ ก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ วริศ บูลกุล กรรมการผู้จัดการฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาของโครงการ Robinhood Coin กล่าวว่า
Robinhood Coin ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดของ Bitcoin ในแง่ของความโปร่งใสและความมีขีดจำกัด โดยจะมีจำนวนเหรียญทั้งหมดเพียง 21 ล้านเหรียญ เพื่อให้ระบบมีความชัดเจน สร้างความรู้สึกว่าทุกเหรียญมีคุณค่า และใช้ระบบ Halving ซึ่งเป็นกลไกที่ลดจำนวนเหรียญที่ปล่อยออกสู่ระบบลงครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เพื่อให้ระบบมีความยั่งยืน และเป็นการให้เกียรติและตอบแทนผู้ที่สนับสนุนแพลตฟอร์มมาตั้งแต่เริ่มต้น
นั่นหมายความว่า “ใครที่เข้ามาแลกก่อนจะแลกได้ง่ายกว่าคนที่เข้ามาทีหลัง เพราะเมื่อเหรียญได้ถูกแลกไปแล้วครึ่งหนึ่ง พ้อยท์ในการแลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่กำหนด”
วริศ บูลกุล
ถามว่า ทำไม โรบินฮู้ด ถึงกล้าพูดว่า นี่คือ แพลตฟอร์มส่งอาหารรายแรกของโลกในการนำระบบนี้มาใช้ วริศ อธิบายว่า Robinhood Coin พัฒนาบนเทคโนโลยีบล็อกเชนจากพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง “ApeChain” ซึ่งมีจุดเด่นด้านความเร็ว ความปลอดภัย มีทีมงานที่มีมาตรฐานระดับสากล ทุกธุรกรรมของ Robinhood Coin จะถูกบันทึกแบบถาวร ตรวจสอบได้ และไม่สามารถแก้ไขย้อนหลัง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกเหรียญมีความถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้
ApeChain ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเบื้องหลัง แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ Robinhood Coin เป็นระบบที่โปร่งใส ปลอดภัย และรองรับผู้ใช้จำนวนมากในระดับประเทศได้จริง และอนาคตจะก้าวสู่ซุปเปอร์แอปก็สามารถทำได้ไม่ยาก ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้การลงทุนสร้างซุปเปอร์แอปไม่ต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้านเหมือนยุคก่อน
วริศ กล่าวเพิ่มเติมว่า Robinhood Coin ต้องใช้เวลา 2-3 เดือน ถึงจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมว่าลูกค้ากลุ่มพรีเมียมของ โรบินฮู้ด มีใครบ้าง เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการสั่งซื้อสินค้า สะสมแต้ม และนำมาแลกเหรียญ คาดว่าน่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในเดือน ม.ค. 2569
หากระบบนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะสะท้อนให้เห็นว่า ในตลาดสงครามส่ง(อาหาร)ด่วน ก็ไม่จำเป็นต้องเบิร์นเงินเพื่อแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว ก็สามารถได้ลูกค้าระดับพรีเมียมอยู่ในมือแบบไม่เจ็บตัว พร้อมนำไปต่อยอดกับพันธมิตรทางธุรกิจได้ เพราะ โรบินฮู้ด ไม่ได้มีเป้าหมายเป็นเบอร์ 1 ในตลาดที่ต้องทุ่มเงินลงไปเล่นในสนามกับรายใหญ่







